 |
1. Sitka
Spruce (Picea Sitchensis)
จัดได้ว่าเป็นไม้ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายที่สุด
มีความแข็งแรงเมื่อเทียบกับน้ำหนัก หาง่าย ต้นใหญ่
จึงง่ายต่อการตัดผลิต มีสีเหลืองอ่อนจนถึงส้มอ่อน
แหล่งกำเนิดมาจากทางด้านเหนือของแคลลิฟอร์เนีย
รวมไปถึงอลาสก้า
คุณภาพจะมีตั้งแต่ใช้ได้จนถึงดีเยี่ยม
ไม้คุณภาพจะมีราคาแพงและมักจะถูกใช้
โดยผู้ผลิตกีต้าร์แบบ Hand Made
ไม้ชนิดนี้ให้เสียง Balance ดีคมชัดโดยเฉพาะ
Fundamental Tone
เวลาเล่นหนักรุนแรงเสียงจะไม่แตกง่าย จึงเหมาะกับ
Strumming, Flat picking Style และดนตรีประเภท
Blueglass |
| |
|
 |
2.
Englemann Spruce (Picea Englemannii)
พบมากในระดับสูงเทือกเขา Rocky ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อเทียบกับ Sitka แล้ว ไม้ชนิดที่มีเนื้ออ่อน
และเบากว่า หายากกว่าจึงมีราคาแพงกว่า
สีครีมเกือบขาวนวล ลายถี่สวยงามมาก
ไม้ชนิดนี้ให้เสียงนุ่มนวล เพราะมี Overtones สูง
เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับ Finger Style
ความคมชัดของเสียงจะไม่ค่อยดี
ถ้าเล่นแบบหนักๆ รุนแรง |
| |
|
 |
3. Red
Spruce (Picea Rubens) บางคนอาจเรียกว่า
"Adirondack Spruce" หรือ "Appalachian Spruce"
ไม้ชนิดนี้ถูกการยอมรับจากทุกฝ่ายว่าเป็นไม้ยอดเยี่ยมที่สุด
มีความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว
ต้นของกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา
แถบ New England และ New York เป็นไม้
หายากราคาแพงมาก!
เพราะว่าถูกตัดนำไปใช้มากเกินจำกัดก่อนสงครามโลกครั้งที่
2 ไม้ชนิดนี้รวมความดีขอเสียงที่ได้ ทั้ง
Fundamental กับ Overtones ในตัว
จึงเหมาะกับสไตล์การเล่นเกือบทุกรูปแบบ
จุดด้อยของมันไม่ได้อยู่ที่เสียงหากแต่อยู่ที่สีและลายไม้
เนื่องจากเป็นไม้ขนาดเล็กและมีลายสีแดงแซม
จึงทำให้หน้าไม้ของกีต้าร์ดูไม่เรียบไม่นวลหรือไม่ค่อยสวย
ไม้คัดคุณภาพก็พอมี แต่ราคาสูงลิบลิ่ว
และก็เชื่อว่าไม่ได้เพิ่มคุณภาพเสียงแต่อย่างไร |
| |
|
 |
4. German
Spruce (Picea Excelsa) บางคนเรียก European
Spruce หรือ Silver Spruce
เป็นไม้ยอดนิยมในหมู่กีต้าร์คลาสสิก (Classical
Guitar) มาก่อน มีลายถี่สีขาวนวลสวยงามเหมือน
Englemann จนบางครั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิด
จัดว่าเป็นไม้หายากราคาแพง โดยเฉพาะไม้คัดคุณภาพ
ให้เสียงนุ่มนวลเหมือนระฆังเหมาะแก่การเล่นแบบ
Finger Style เบาๆ มากกว่า Strumming |
| |
|
 |
5. Alpine Spruce (Picea Abies) หรือ
Italian Alpine Spruce
เป็นไม้ขนาดเล็ก และมีคุณสมบัติคล้าย Red Spruce
มีสีขาวนวลสวยงาม ให้เสียงหวานคมชัด
ทั้ง Balance และ Sustain ดีมาก แต่ Playing in
time (Break-in period) อาจจะนานกว่า Spruce อื่นๆ
แหล่งกำเนิดมาจากเทือกเขา Alps ในประเทศยุโรป
ถูกนำมาใช้มากจนปัจจุบัน
ไม้คุณภาพดีๆ เริ่มหายากขึ้น |
| |
|
 |
6. Cedar (Thuja
Plicata) หรือ Western Red Cedar
แพร่หลายมากในหมู่กีต้าร์คลาสสิก ตั้งแต่ในสมัยสง-ครามโลกครั้งที่
2 ปัจจุบันก็นิยมถูกใช้กับ Steel String Guitar
โดยผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงหลายท่าน
เป็นไม้เนื้ออ่อนสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ให้เสียง
Overtones
ดีเยี่ยมมากแต่ Fundamental Tone ต่ำ
จึงไม่เหมาะกับการเล่นเพลงหนักรุนแรง
คุณภาพของเสียงจาก Cedar เสมอต้นเสมอปลาย
ไม่เหมือนพวก Spruce
ที่เสียงจะดีขึ้นตามกาลเวลาหรือระยะเวลาที่ถูกเล่น
แหล่งกำเนิดมาจากทางตอนเหนือของประเทศอเมริกา
ข้อดีอีกอย่างของไม้นี้คือ
ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงความชื้นมากกว่า Spruce |
| |
|
 |
7. Port
Orford Cedar
(Chamaecyparis Lawsoniana)
บางคนอาจเรียกว่า White Cedar ความจริงแล้ว
ไม้ชนิดนี้ไม่ใช่อยู่ในตระกูล Cedar
แต่เป็นพวกตระกูล Cypress
มีสีขาวอมเหลืองทองลายถี่
เบาแต่แข็งแรงและมีกลิ่นหอม ให้เสียงดังกังวาล
แต่ก่อนนิยมใช้กับกีต้าร์ Classic
แต่ปัจจุบันเริ่มนิยมใช้กับ Steel String Guitar
จัดว่าเป็นไม้หายากและมีราคาแพง เข้าใจว่า
ต้นกำเนิดมาจากแคนนาดา |
| |
|
 |
8. Redwood
(Sequoia Sempervirons)
มีแหล่งกำเนิดมากจากตอนเหนือของอเมริกา
คุณสมบัติคล้าย Western Red Cedar เกือบทุกอย่าง
นอกจากเหมาะกับการเล่นแบบ Finger Style แล้ว
ยังสามารถใช้เล่นแบบ Strumming ได้ด้วย
มีสีคล้ำกว่าและให้เสียงคล้าย Piano
ผู้ผลิตบางท่านแนะนำให้ใช้สาย Light เท่านั้น
เพราะเป็นไม้ที่ทากาวติดยากกว่าไม้อื่นๆ |
| |
|
 |
9. Western
Larch (Larix Occidentalis)
เป็นไม้ที่หาได้ในประเทศอเมริกา แต่ดูเหมือนว่า
จะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไม้อื่นๆ
เป็นไม้เนื้อแข็งกว่าพวกตระกูล Spruce
ลายตรงถี่คล้าย Sitka
ให้เสียงกังวาลคมชัด |
| |
|
เรียบเรียงโดย :
ทีมงานอะคูสติกไทย
(Aspenglow)
สงวนสิทธิ์เนื้อหาบนเวบไซด์
กรุณาแจ้งกับทีมงานอะคูสติกไทยก่อนนำไปเผยแพร่
|