Artists
 ชีวประวัติ บทสัมภาษณ์ และผลงานเพลง(Album)ของศิลปิน/นักดนตรีที่น่าสนใจ
 

ประวัติ และผลงานเพลง: America ต้นแบบวง Folk Rock 3 ชิ้น


 

Dewey Bunnell, Dan Peek & Gerry Beckley

หากจะพูดถึงวงดนตรีที่เป็น “Folk Rock” ในยุค 1970 สำหรับผู้เขียนแล้ว ก็จะคิดถึงวงที่มีชื่อว่า “America” เป็นอันดับแรกๆ นั้นก็อาจจะเป็นเพราะว่าผู้เขียนเองได้มีโอกาสรู้จัก และได้ฟังงานเพลงของคณะ America เป็นวงแรกๆ (ในแบบฉบับของวง Trio) จำได้ว่าบทเพลงแรกๆ
ที่ได้ฟังคือเพลง "A horse with no name" ซึ่ง ณ ตอนนั้น ผู้เขียนก็ยังมีโอกาสฟังเพลงนี้จากศิลปินไทยด้วย นั่นก็คือ "Lam Morrison"

ครั้งแรกที่ได้ฟังเพลง "A horse with no name" ก็รู้สึกชอบทันที นั่นคงด้วย Melody ที่แปลก และมีเสียงประสานที่เข้ามาเพิ่มสีสันให้กับเพลง หลังจากนั้นมาไม่นานนักก็มีโอกาสได้ฟังผลงาน Greatest Hits จากการที่ได้ฟังผลงานเพลงอย่าง Sister golden hair, Don’t cross a River, Today’s the day, Lonely people, Tin man, และ Ventura highway จึงทำให้เกิดความสนใจมากขึ้น และนี้ก็คือจุดเริ่มต้น ของการติดตามผลงานเพลงของคณะ "Ameirca" มาจนกระทั่งทุกวันนี้

 
 
America - Ventura Highway


คณะ America เกิดขึ้นจากบุคคล 3 คน ประกอบไปด้วย "Gerry Beckley, Dewey Bunnell, และ Dan Peek" มิตรภาพของทั้งสามคน
เกิดขึ้นเมื่อตอนราวๆ ปลายปี 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาทั้งสามเรียนใน High school ใน London ประเทศอังกฤษ และก็นับเป็นความบังเอิญที่เขา
ทั้งสามต่างก็เป็นลูกชายของนายทหารอากาศประจำกองทัพอเมริกา

Gerry Beckley เกิดที่ Fort Worth, Texas USA. เมื่อ September 12, 1952 เขาเริ่มเรียน Piano ตั้งแต่ตอนอายุเพียง 3 ขวบ และด้วยความรัก
ในดนตรี ต่อมาเขาก็ได้เข้าเรียน Guitar และในช่วงที่เรียน High school เขาก็ได้มีโอกาสทำวงเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ

Dewey Bunnell เกิดที่ Harrogate, Yoykshire, England เมื่อ January 19, 1952 ครอบครัวของเขาเลี้ยงดู และส่งเสริมให้เขาได้เล่นดนตรี ตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก ในช่วง High school - Dewey Bunnell, และ Gerry Beckley มีโอกาสได้พบกันก่อนที่จะได้รู้จักกับ Dan Peek ในเวลาต่อมา


Dan Peek เกิดที่ Panama city, Florida, USA. เมื่อ November 1, 1951 เขามีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวในเรื่องดนตรี และได้
เรียนรู้การเล่น Guitar และ Piano ตอนที่เขาอายุได้ 12 ปี เขาเป็นคนหนึ่งที่สามารถเล่น Acoustic guitar, Electric Guitar, Harmonica และ
Piano ได้อย่างดีเยี่ยม แต่น่าเสียดาย ที่เขาบอกลาคณะ "America" เร็วเกินไป!?

 

พวกเขาทั้งสามได้เริ่มร่วมกันเล่นดนตรี ตั้งแต่ตอนที่เขายังมีอายุได้ไม่ถึง 20 ปี เขาได้เริ่มเล่นดนตรีไปเรื่อยๆ จนมีกระทั้งวันหนึ่ง Jeff Dexter (ซึ่งเป็น Producer ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ America ได้ร่วมเซ็นสัญญากับ Warner Bros. และออก Album) ได้มีโอกาสเห็นการแสดง
ของเขาทั้งสามคน Jeff Dexter มองเห็นแววของเด็กหนุ่มทั้งสาม จึงชวนให้มาทำ Album ในตอนแรกๆ พวกเขามีโอกาสได้เริ่มเล่นเป็นวงเปิด
ให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายวง เช่น Elton John และ The Who เป็นต้น

ในช่วงปี 1970 พวกเขาร่วมกันตั้งวงดนตรี โดยได้กำหนดทิศทางของวง ให้เป็นดนตรีในแบบ Acoustic/Folk Rock ซึ่งช่วงนั้น แม้ว่าเขาทั้งสาม
จะมีแผนการทำวง แต่ก็ยังคงนึกชื่อวงไม่ออกว่าจะใช้ชื่อว่าอะไร...?

วันหนึ่งในร้านอาหารเล็กๆ ที่ Dan Peek, Dewey Bunnell ได้ทำงานอยู่ ขณะที่เขาทั้งสามคนกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ พวกเขาได้มองเห็นเครื่องเล่นแผ่นเสียง “Jukebox” และข้างๆ เจ้าเครื่องเล่นเครื่องนี้ ก็มีอักษรที่เขียนคำว่า Americana ไว้ด้านข้าง และแล้วเจ้าเครื่อง Jukebox เครื่องนี้ ได้ทำให้พวกเขาพบข้อสรุป??!! กับการตั้งชื่อวง "AMERICA"

เขาทั้งหมดตกกันลงว่าจะใช้ชื่อ "America" เป็นชื่อวง (ตัด NA ออก) และในปีเดียวกันนี้ เขาทั้งสามได้มีโอกาสทำการเซ็นสัญญา เพื่อออก อัลบั้มกับ Warner Bros. โดยได้บันทึกเสียง และออกจำหน่ายที่ London เป็นที่แรก โดย Single แรก มีชื่อว่า “A Horse with no Name”
ซึ่งนับเป็นบเพลงที่คนทั่วๆ ไปรู้จักกันเป็นอย่างดี รวมถึงคอเพลงยุค ’70 ในบ้านเราด้วย
 
 
"Horse With No Name"

ผลงานเพลงชุดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเกินคาด ใน London มันกลายเป็นเพลง Hit ขึ้นมาทันที ต่อมาช่วงปลายปี 1971 Single : A horse with no name ได้ออกมาจำหน่ายที่อเมริกา ซึ่งขณะนั้น บทเพลงนี้ได้เบียดอันดับบน “Billboard Top Ten Single 1972” กับเพลง "Heart of Gold"
ของ Neil Young ซึ่งในช่วงวันที่ 18 March 1972 บทเพลง Heart of Gold ขึ้นถึงอันดับ 1 และต่อมาอีก 1 สัปดาห์ให้หลัง A horse with no name
ขึ้นมาแทนที่อันดับ 1 ซึ่งคือบทเพลง Heart Of Gold ของ Neil Young

"A horse with no name" ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ได้สำเร็จ (March 25, 1972) และพวกเขาก็ตัด Single : I need you ออกมาเป็นงานชิ้นที่ 2 และ ผลงานเพลง "I need you" ก็เข้า Chart ไต่ถึงอันดับ 9 ในวันที่ 1 July 1972 Album – America (1971) ชุดแรกในชีวิตของเขาทั้งสามนี้ ถือได้ว่า
เป็นการเปิดตัวได้สำเร็จ และงดงามเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านชื่อเสียง และในด้านยอดขาย ในที่สุด A horse with no name ติด Charts อันดับ 3 ใน U.K. และขึ้นถึงอันดับ 1 ใน U.S. 1972

 

และในช่วงปี 1972 พวกเขาออก Single ใหม่ที่มีชื่อว่า Ventura Highway และผลงานนี้ก็ประสบความสำเร็จ โดยได้ติดอันดับ “Billboard Top Ten Single 1972” ในช่วง December 1972 ซึ่ง “Ventura Highway” ขึ้นถึงอันดับ 8 ในวันที่ 9 December 1972 และพอช่วงขึ้นต้นปี 1973 วงของพวกเขาได้รับรางวัล "Grammy Award" สาขาศิลปินหน้าใหม่ (Best new artist of 1972) ต่อจากนั้นพวกเขาได้ออกอัลบั้มเต็ม Homecoming

ในเดือน January 1973 สำหรับงานชุดนี้ พวกเขาทั้งสามได้ตัดสินใจทำหน้าที่ Producer กันเอง ซึ่งถือว่าพวกเขาทำได้ดีมากทีเดียว เพราะว่า
อัลบัม Homecoming สามารถขึ้นสู่ Album ยอดฮิตอันดับหนึ่งในอเมริกา " โดยมีบทเพลงที่ได้รับความนิยมเช่นบทเพลง Ventura Highway, Don’t Cross a River, Only in your Heart เป็นต้น
 

 

"Lonely People"

ช่วงปี 1973 พวกเขาออกผลงานอัลบั้ม Hat Trick โดยมีเพลงฮิตเช่น "Muskrat love, Rainbow song, Green Monkey, Goodbye" เป็นต้น
แต่ผลงาน Album นี้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก และหากนำมาเปรียบเทียบกับงานชุดที่ 1 และ 2 อย่าง Homecoming ก็ถือว่าผลงานอัลบัม Hat Trick ทำได้ไม่ดีนัก ส่วนอันดับใน Chart US., Hat Trick ก็สามารถขึ้นได้แค่อันดับ 20 เท่นั้น

ต่อมาช่วงต้นๆ ปี 1974 คณะ America ได้มีการปรับเปลี่ยน Producer ใหม่เป็นครั้งแรก โดยพวกเขาได้ Producer มือดี (ระดับพระกาฬ) มาช่วย
อีกแรง นั้นคือ "George Martin" อดีต Producer ของวง The Beatles สำหรับส่วนตัวผู้เขียน George Martin เปรียบเสมือน พระเอกที่ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยคณะ America ไว้ได้ทันเวลา และไม่ช้าพวกเขาก็ได้ออกอัลบั้ม Holiday และในที่สุด...
คณะ Amereica ก็สามารถกลับเข้ามาติดบน Chart Us. ได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพลงอย่าง "Tin man" (Pop Charts no.4) และเพลง
"Lonely people"
(Pop Charts no.5) นับว่าฝีมือของ George Martin ในฐานะ Producer รุ่นเก๋านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ

ฟรอมหน้าปกอัลบั้ม "HOLIDAY"

มันเป็นเพลงชั้นยอดที่นำพาพวกเขาทั้งสามให้ได้มีโอกาสชื่นชมกับกลิ่นไอของความสำเร็จอีกครั้ง หรือจะเป็นบทเพลงอื่นๆ เช่น
You, Glad to see you, Old man took, Baby it’s up you, และบทเพลง Another try ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ และกลิ่นไอของความเป็น George Martin (ที่แฝงกลิ่นของ The Beatles) คงต้องขอบคุณ George Martin ที่ช่วยทำให้คณะ America ได้สามารถมีโอกาสที่จะเรียนรู้
และสามารถหยิบศักยภาพ และสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในตัวตนของพวกเขาทั้งสาม ได้นำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
(ซึ่งผู้เขียนยกนิ้วให้เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มของ
America ที่ยอดเยี่ยมที่สุด...ของพวกเค้าทั้งสาม ภายใต้เครดิต George Martin)

ในปี 1975 พวกเขาออกอัลบั้ม
"Heart" โดยบทเพลงไพเราะอย่าง Sister golden hair ก็สามารถพาเขาติด Chart อันดับสอง และหนึ่งตาม
ลำดับ และในปีเดียวกันนี้ พวกเขาพักงาน Album เพื่อปล่อยงานรวมฮิตออกมาจำหน่าย ชื่อชุด History และ America’s Greatest Hits นับเป็นครั้งแรกๆ ที่งานรวมฮิตสามารถประสบความสำเร็จได้มากถึงขนาดนี้ นั้นคือ History และ America’s Greatest Hits สามารถมียอดจำหน่ายได้มากกว่า 4 ล้านแผ่น (Four million copies)
 
 
"Another Day"


ช่วงปี 1976 พวกเขาออกผลงานอัลบัม
"Hideaway" และ 1977 อัลบัม "Harbor" และพวกเขาเริ่มรู้สึกว่า “กระแสความนิยม” ของพวกเขา
เริ่มจะตกลงเรื่อยๆ แต่ผลงานอย่าง Today’s the day สามารถขึ้น U.S. Pop charts ได้ถึงอันดับ 23 และแล้วก็ถึงคราวอาวสาน!? ของการสร้าง
ผลงานร่วมกันในแบบฉบับ Trio เพราะว่าหลังจากออกผลงานอัลบั้ม Harbor เรียบร้อยแล้ว หนึ่งในสมาชิก America ได้ลาออก นั้นคือ.....
Dan Peek (ร้องนำในเพลง Only people, Don’t cross the river เป็นต้น) ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาต้องการอุทิศตัวเองให้กับศาสนา แต่ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียง
"Dewey Bunnell กับ Gerry Beckley" แต่พวกเขาทั้งสองก็ตัดสินใจที่จะทำงานเพลงต่อไป

ในปี 1979, Dewey Bunnell, Gerry Beckley ได้ออกผลงานเพลงร่วมกันสองคนเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่ออัลบั้ม “Silent Letter” และมันก็เป็น
ผลงานชุดสุดท้ายที่ George Martin เป็น Producer ให้กับคณะ America, อัลบั้ม “Silent Letter” ทั้ง Dewey Bunnell, Gerry Beckley ได้มีส่วนร่วมมากเป็นอย่างยิ่งกับผลงาน Album ชุดนี้ โดยมีเพลงทั้งหมด 11 เพลง ทั้ง Dewey Bunnell และ Gerry Beckley ได้มีส่วนร่วมในการเขียน
เพลงทั้งหมดรวม 10 บทเพลง และทั้งหมดก็ล้วนเป็นบทเพลงที่ดี ในความรู้สึกของผู้เขียน ส่วนตัวผู้เขียนจะชื่นชอบบทเพลงอย่าง All around, All my life, Foolin’ , One morning และ Tall Treasure เป็นต้น บทเพลง Tall Treasure มีเสน่ห์ และกลิ่นไอของความเป็นบทเพลง Pop rock อย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกัน บทเพลง All my life, และบทเพลงอย่าง Foolin’ อาจจะขายได้ดีกว่า หากมองในแง่ของการทำตลาด
แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว บทเพลงแต่ละบทเพลงก็มีเสน่ห์ และมีความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป

 

ในปี 1980 Dewey Bunnell และ Gerry Beckley ได้มี Producer คนใหม่เข้ามา 2 คน คือ Matthew McCauley & Fred Mollin พวกเขาทั้งสอง
ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า เขาได้ออกผลงาน Album ใหม่ โดยใช้ชื่อว่า “Alibi” งานเพลงชุดนี้มีจุดที่น่าสนใจคือ พวกเขาได้ศิลปิน
รับเชิญอย่าง Timothy B. Schmit (สมาชิกเก่าจากคณะ Poco และ The Eagles) และ J.D. Sounther (เพื่อนร่วมแก็งเดียวกับ Jackson Browne และ The Eagles) มาร่วมร้องเพลงให้ด้วย ผลงานชุดนี้มีบทเพลงที่น่าสนใจคือ Survival, You could’ve been the one, Right back to me เป็นต้น และในช่วงปี 1981 พวกเขามีโอกาสได้บันทึกเสียง และออก Album Soundtrack ในชุดที่ชื่อว่า “The last unicorn”

ต่อมาในปี 1982 America กลับมาติด Chart อเมริกาอีกครั้ง ในผลงานเพลงโดดเด่นอย่าง You can do magic ภายใต้ชื่ออัลบัม "View from the ground" งานชุดนี้ทั้ง Dewey Bunnell และ Gerry Beckley มีโอกาสได้แสดงศักยาภาพของตนเองออกมา โดยได้เป็น Producer ให้กับตัวเอง และยังได้ Russ Ballard และ Bobby Colomby มาเป็น Producer ร่วม นอกจากบทเพลงอย่างเช่น You can do magic แล้ว ก็ยังมีเพลงอย่าง Inspector mills, Right before your eyes, Jody ที่ทำให้ Album ชุดนี้ผ่านไปได้ดี

บทเพลง Right before your eyes นั้น เป็นอีกบทเพลงหนึ่งที่ผู้เขียนได้ฟังครั้งใด ก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย เป็นบทเพลงหนึ่งที่ได้เปรียบเปรย และพูดถึงรูปทรัพย์สมบัติกับความรัก และท่าที ของผู้ชายคนหนึ่งที่แอบตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกความในใจออกไป
ผู้เขียนชอบวิธีการนำเสนอ และพยายามที่จะจินตนาการถึงเหตุการณ์ตามเนื้อเพลง แต่แม้เนื้อหาของบทเพลงจะฟังดูน่าขันไปบ้าง
แต่ทำนองของดนตรีของบทเพลงนี้นะสิ? ผู้เขียนให้ 5 ดาว สำหรับภาคดนตรี ไม่มีความซับซ้อนอะไร แต่ความเรียบง่ายของการ ผสมผสาน
ระหว่างเสียงร้องนำของ Gerry Beckley และเสียงประสานของ Dewey Bunnell ทั้งความสวยงามในท่อนขึ้นที่ใช้ Keyboard นำและตามด้วย Acoustic guitar บางๆ ก็ทำให้บทเพลงนี้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคนได้ไม่ยาก

ในปี 1983 เขาทั้งสองผลิตงานอัลบั้ม “Your move” ผลงานชุดนี้ มีบทเพลงที่น่าสนใจหลายๆ เพลงด้วยกัน ส่วนตัวผู้เขียนชอบบทเพลง
My kind woman, Honey, She’s a runaway และ The Border (แต่เอาเข้าใจจริงๆ เวลาเปิดฟัง Album ชุดนี้ครั้งใด ก็ฟังเพลินทุกๆ เพลง) สำหรับงานชุดนี้ ทิศทาง กลิ่นไอ แห่งดนตรี ก็จะไม่มีความแตกต่างจากชุด “View from the ground” นั่นคงเพราะว่า Producer ยังคงเป็น Russ Balland คนเดิม
 

ภาพปกอัลบั้ม “Hourglass”

ปี 1984 เขาทั้งสองออกอัลบั้ม “Perspective” ผู้เขียนชื่นชอบบทเพลง Cinderella มากเป็นพิเศษ ด้วย Melody ที่สวยงาม เมื่อเวลาได้ฟังแล้วรู้สึกให้อารมณ์เหงามาก นั่นอาจจะเป็นเพราะ Melody ที่ล่องลอย เวลาฟังครั้งใด ก็นึกว่าตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศ อาจเหมือนจะดูว่า Over ไป แต่นี้ก็เป็นแค่เพียงความรู้สึกของผู้เขียน บทเพลงนี้ยังได้ Timothy B. Schmit มาช่วยร้องประสานให้อีกด้วย นอกจากบทเพลงที่สวยงามอย่าง Cinderella แล้ว Album “Perspective” ก็ยังมีเพลงที่น่าสนใจอีกมากมายหลายเพลง เช่น Uncondition love, We got all tonight, 5th Avenue, Lady with a blue bird, และ Can’t fall asleep to a Lullaby เป็นต้น

หลังจากที่คณะ America ได้ออกผลงาน Album – Perspective ได้สักพัก พวกเขาทั้งสองการก็หายเงียบไป มีแค่เพียงการนำผลงานเพลงเก่าๆ ที่เคยได้ทำ ออกมาจำหน่าย อย่างเช่นชุด America in concert และ Encore - more greatest hits แต่ก็ยังดีที่ผลงานอัลบัม “Encore - more greatest hits” ที่พวกเขาได้มีเพลงใหม่อย่าง On target, Nothing’s so far away (as yesterday), Hell’s on fire, The farm,
Everyone I meet is from California
บรรจุรวมอยู่ในงานชุดนี้ด้วย

โดยเพลงใหม่ที่เพิ่มมานั้น ผู้เขียนเองชอบเพลง Nothing’s so far away (as yesterday), พอหลังจากที่งาน Encore - More greatest hits
ได้ออกมาจำหน่ายแล้ว เรียบร้อยแล้ว แฟนๆ เพลงคณะ America ต้องเฝ้ารออีกถึง 10 ปี กว่าที่คณะ America จะออกผลงานชิ้นใหม่ออกมา

ช่วงปี 1994 Dewey Bunnell และ Gerry Beckley เขาทั้งสองในนามคณะ America ออกผลงานอัลบัม “Hourglass” บทเพลงชุดนี้ก็ยังเป็นงานเพลงที่ฟังได้สบายๆ ยังคงมีบทเพลงที่หนักบ้าง เบาบ้างตามรูปแบบของคณะ America อย่างที่เราๆ คุ้นเคย และยังคงมีกลิ่นไอของวง America ในแบบฉบับเก่าอยู่บ้าง แต่ก็อาจจะแค่บางๆ นอกจากงานเพลงใหม่ๆ ที่เขาทั้งสองได้ทำขึ้นมาแล้ว Album ชุดนี้ยังนำเอาบทเพลง
You can do magic และ Everyone I meet is from California, มา Arranged ใหม่ มีการเปลี่ยน แปลงไปบ้างจากของเดิม แต่ก็เพียงน้อยนิด
แค่นั้น ผู้เขียนชอบบทเพลงหลายๆ บทเพลงใน Album นี้ ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง สักสองเพลงคือ Garden of peace กับ Mirror Mirror เป็นต้น

 

ช่วง Album “Hourglass” นี้ คณะ America ได้เข้ามาเปิด Concert ใน Bangkok บ้านเราด้วย (เป็นครั้งที่ 2) โดยใช้ชื่อว่า
"America live in Bangkok" ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2537 เวลาที่เหลือตอนนี้ ผู้เขียนก็หวังว่า
เราน่าจะมีโอกาสได้ดู America live in Bangkok อีกสักครั้ง แต่ความหวังนี้ก็เลือนลางเต็มที

ในปี 1998 Album “Human Nature” ถือเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่พวกเขาได้ทำไว้ สำหรับผู้เขียนเอง ในทุกๆ ครั้ง ที่ได้หยิบงานเพลงของ
คณะ America ขึ้นมาฟังทีไร ก็จะรู้สึกกลับไปนึกถึงเรื่องราว และบทเพลงต่างๆ ที่มีคุณค่าในอดีต ที่คณะ America ได้เคยสร้างสรรค์ไว้ให้กับ
วงการเพลง แม้บางคนจะรู้สึกยึดติดกับแนว คณะ America ในแบบฉบับ Trio (สามชิ้น) และไม่ประทับใจกับผลงานตอนที่เหลือแค่เพียงสองคน
นั้นก็แล้วแต่ความรู้สึกของแต่ละคน สำหรับผู้เขียนเอง ทุกๆ ผลงานเพลงของคณะ America เป็นเสมือนสิ่งที่มีค่าทางจิตใจ และมันก็ยังจะยังคงคุณค่าในแบบนี้ ต่อไป และตลอดไปนานเท่านาน

ณ ปัจจุบัน และอนาคต ผู้เขียนไม่คิดและหวังว่าจะมีวง Trio ในแบบฉบับเช่นเดียวกับคณะ "America" เกิดขึ้นมาอีก เพราะสิ่งที่คณะ America
ได้ทำนั้น มันเกินมาตรฐานของงานเพลงทั่วๆ ไป ดังนั้น ผลงานเพลงของพวกเขาทั้งสามที่เคยได้ทำไว้ในอดีต มันได้วิ่งไปไกลเกินกว่าที่ใครๆ
ในรุ่นหลังๆ จะไล่ได้ทัน!


By Acousticthai


 

|Take me Home|

 




Acousticthai Copyright 2006 - 2010 All rights reserved
สงวนสิทธิ์เนื้อหาบนเวบไซด์ กรุณาแจ้งกับทีมงานอะคูสติกไทยก่อนนำไปเผยแพร่
สนใจลงโฆษณาสินค้า และบริการ
โทร. 083-189-6789
http://www.acousticthai.com & http://www.acousticthai.net