Artists
 ชีวประวัติ บทสัมภาษณ์ และผลงานเพลง(Album)ของศิลปิน/นักดนตรีที่น่าสนใจ
 

ประวัติ และผลงานเพลง: อารักษ์ อาภากาศ



 

 

อารักษ์ อาภากาศ ศิลปินเพื่อชีวิตที่ร่ายรำแนวทางการคิดผ่านบทเพลงที่เป็นกวีของเขาด้วยท่วงทำนองในวิถีแห่งความจริงที่อาจจะสุข
และเจ็บปวด!

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเขาคนนี้ อารักษ์ อาภากาศ ในฐานะศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม รางวัลทางดนตรีสีสันอะวอร์ดส์
ครั้งที่ 4 อารักษ์ บอกว่า... เพลงของเขาไม่สมบูรณ์ หรือถูกต้องตามกฎของดนตรี แต่ความไม่สมบูรณ์นั่นแหล่ะคือสิ่งที่เขาเป็น!?

อารักษ์ อาภากาศ นับเป็นศิลปินอีกคนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งฝีไม้ลายมือในการเขียนเพลง ด้วยภาษากวี ที่แฝงความหมายไว้มากมาย
มีหลากหลายวลีที่เขาได้เรียบร้อย ซึ่งทำให้ผู้ฟังได้นึกคิด และต้องจิตนาการในขณะที่ได้ฟังเพลงของเขา บางครั้งมีหยิก กัด ประชดประชันสังคม ก็ไม่น้อย แม้บางคนอาจจะเรียกว่า ตลกร้าย ก็สุดแล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ คือ เขาได้เอาทั้งวลี และสำเนียงกีต้าร์ มันคือตัวตนของเขาล้วน

บางคนบอกว่า....อารักษ์ อาภากาศ เป็น....ศิลปินเพื่อชีวิต ที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่ละบทเพลงจึงสุขุม รวดร้าว แฝงความหมายลึกซึ้ง
และบางครั้งชวนให้สับสน บางคนเคยบอกเอาไว้ว่าเพลงของศิลปินคนนี้ ถ้าเปรียบกับภาพเขียน จะเป็นภาพเขียนแนว Abstract
คือตวัดภู่กันเป็นรูปที่ให้คนดูตีความตามจินตนาการ ทุกๆ บทเพลง ลึกซึ้ง ทรงคุณค่า

นายอารักษ์ อาภากาศ เกิดวันที่ 20 กพ.2497 (54 ปี) เตี่ยแม่เป็นชาวจีนอพยพจากเมืองจีน มีพี่น้องรวม 11 คน เขาเกิดและโตที่กรุงเทพฯ เรียนมัธยมที่ รร.เทเวศศึกษาและไพศาลศิลป์ เริ่มหัดเล่นกีต้าร์เมื่ออายุราวๆ 16-17 ปี เตี่ยเป็นช่างทอง แม่เป็นชาวนา ขาดเรียนไปทำงานอยู่ประเทศลาว (เวียงจันทน์) 1 ปี ไปทำงานปั่นด้านที่ฮ่องกง 2 เดือน ไปทำงานอยู่ประเทศอังกฤษปีกว่า เดินทางท่องเที่ยวโบกรถ เล่นดนตรีเปิดหมวกในประเทศยุโรป 2- 3 เดือน เปิดกิจการทำร้านอาหารบังกะโลอยู่ภูเก็ต 3-4 ปี

 

แต่ความคิดที่อยากแต่งเพลงตั้งแต่อายุ 16-17 มันหมุนอยู่ในหัวตลอดมา....จึงตัดสินใจเลิกกิจการร้านที่ภูเก็ต ตั้งใจทำงานเพลง
อย่างเดียว 1 ปีผ่านมาบันทึกเสียงกับชาวญี่ปุ่น เฮเดกิโมริ ในชุด คนเดินดิน ต่อมาได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด ( ปี 34 ) และมีงานบันทึกอีก 3 ชุด

และนี่คือบทความของโดม วุฒิชัย ที่เล่าเรื่องบางตอนของชีวิตอารักษ์ที่เขาได้รับรู้


หากใครเคยอ่านนิยายเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ของชาติ กอบจิตติก็ต้องรู้จักตัวละครเอกในเรื่องที่ชื่อ “ทัย” เขาชอบเล่นกีต้าร์และร้องเพลง และถ้าหากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของนิยายเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” แล้ว ก็ต้องรู้ลึกยิ่งไปกว่านั้นว่าตัวละครที่ชื่อ “ทัย”นั้น

ชาติ กอบจิตติ ได้สร้างขึ้นจากส่วนผสมชีวิตของ อารักษ์ อาภากาศ ได้อย่างกลมกลืน จนผู้อ่านเข้าใจว่า”ทัย” คือ “อารักษ์”
ความจริงคือไม่ได้ถอดแบบมาทั้งหมด

ผมกับอารักษ์รู้จักกันครั้งแรกเมื่อราวๆ ปี พ.ศ.2525 ตอนนั้นเรายังอยู่ในวัยหนุ่มคึกคะนอง เราพบกันที่เกาะเสม็ด ต่างฝ่ายต่างก็หลงรักทะเล
และความเงียบสงบเหมือนกัน ถึงขั้นเคยคลุกคลีตีโมงกันอยู่ที่เสม็ดกันครั้งละนานๆ แต่ผมกับเขาก็เป็นเพียงนักแสวงหาผู้โง่เขลาที่จมปลัก
อยู่ในความเมามายทั้งน้ำและควันจากพืชพันธุ์อันสูบได้

ในช่วงระหว่างทางของชีวิตผมกับเขาต่างก็แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของตน มาพบกันอีกครั้งก็ต่อเมื่อต่างก็มีครอบครัวกันแล้ว และบังเอิญอย่างยิ่งว่าปัจจุบันนี้บ้านของผมกับเขาอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก อย่างน้อยก็ยังอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีเหมือนกัน

หลายปีที่ผ่านมาเขามีสถานภาพเป็นนักร้องที่มีแฟนเพลงเหนียวแน่นอยู่กลุ่มหนึ่ง แต่ทว่าเป็นจำนวนไม่มากนัก เทปเพลงชุดแรกจากใต้ดิน
ยกระดับขึ้นสู่บนดินได้สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากคือชุด “คนเดินดิน” ถึงกับได้รับรางวัลสีสันอวอร์ดเมื่อหลายปีมาแล้ว อาจกล่าวได้ว่า
เขากับกีตาร์เป็นเงาของกันและกันตลอดมา

ที่พักของเขาอยู่บนชั้นห้าของอพาร์ตเม้นท์ชานเมือง มีมุมที่มองเห็นธรรมชาติของสวนร่มรื่นสดชื่นสบายตา ภรรยาของเขาขายเครื่องประดับ
จำพวกเงินตามตลาดนัด ส่วนเขาไม่อาจทำงานอย่างอื่นได้นอกจากเขียนเพลงและร้องเพลง เวลาที่เขาเขียนเพลง ก็จะนั่งลงเขียนที่โต๊ะตัวนี้

“เกิดมาก็เห็นโต๊ะตัวนี้เลย เตี่ยเป็นช่างทองมีร้านทองเล็กๆ อยู่ย่านบางขุนพรหม นี่เป็นโต๊ะทำทองของเตี่ย เตี่ยเลี้ยงครอบครัวจากรายได้ที่ทำงานบนโต๊ะตัวนี้ โต๊ะนี่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือทำมาหากิน มีโต๊ะ ตะไบ ปั๊มลมแบบใช้เท้าถีบพ่นไฟ ค้อน เลื่อยเล็กๆ คีม กรรไกร สว่านทำทอง เครื่องมือไม่เป็นที่นิยมขอยืมกัน ใช้ของใครของมัน โต๊ะทำด้วยไม้จริง ไม้เต็ง หรือไม่ก็ไม้แดง ต้องเป็นไม้เนื้อแข็งและหนัก เพราะทำทองจะต้องตอกต้องเคาะจะได้ไม่เสียหายง่ายไม่โยกเยกสั่นคลอนง่าย”

เดิมทีเตี่ยเขาทำทองอยู่ในแพที่บ้านแพรก จังหวัดอยุธยา ก่อนที่จะมาเปิดร้านทำทองอยู่ที่บางขุนพรหม เลี้ยงลูกๆมาด้วยอาชีพช่างทอง
โต๊ะตัวนี้เตี่ยเขาใช้มาตั้งแต่ตอนอยู่ที่เรือนแพแล้วหลังจากเตี่ยเลิกใช้ก็ไม่มีใครใช้อีก เขาจึงเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว โต๊ะตัวนี้น่าจะมี
อายุได้เกือบแปดสิบปี แต่มาอยู่กับเขาราวยี่สิบห้าปีแล้ว

โต๊ะตัวนี้ติดตามเขาไปหลายแห่ง จากบางขุนพรหมไปอยู่ลาดพร้าว จากลาดพร้าวย้ายไปอยู่พัทยา ตอนที่ไปอยู่ภูเก็ตก็ฝากญาติไว้ที่บางลำพู ไปอยู่ระยองก็เอาไปด้วย จนกระทั่งมาถึงวันนี้นี้ย้ายจากระยองมาอยู่แถวรัตนาธิเบศร์

“ครั้งแรกที่ผมขนโต๊ะออกจากร้าน ไม่ได้คิดเรื่องเอาไปใช้งาน เพราะเห็นโต๊ะตัวนี้มาตั้งแต่เด็ก เตี่ยนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะนี้ โต๊ะก็ดี ตู้ทอง
เตียงเก่าๆก็ดี ผมว่าเป็นความรู้สึกปกตินะ ที่ใครเห็นอะไรมาตั้งแต่เด็กๆ ก็อาจจะรู้สึกผูกพันกับสิ่งนั้นได้ พอมีครอบครัว ก็ขนโต๊ะตัวนี้มาด้วย
โต๊ะนี้ใช้เขียนเพลงด้วย เคยพูดเล่นๆสวยๆว่า โต๊ะตัวนี้เตี่ยใช้สำหรับทำเครื่องประดับ..เพื่อเป็นเครื่องประดับร่างกาย พอมาถึงเราเป็นการบังเอิญโดยปริยายว่า โต๊ะตัวนี้เราใช้สำหรับเขียนเพลงทำเพลง...เพื่อเป็นเครื่องประดับอารมณ์”

อาจพูดได้ว่าโต๊ะตัวนี้ใช้เป็นที่เขียนเพลงทุกเพลงของเขา เพราะการเขียนเพลงไม่ใช่ เขียนครั้งเดียวเสร็จ ต้องแก้แล้วแก้อีก ไปเขียนเพลงได้
ที่ไหนก็ต้องกลับมาบ้านมาแก้ไขขัดเกลาที่โต๊ะตัวนี้

“คือส่วนตัวผมชอบคิดไปเองเวลาผมนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ จะทำให้ผมนึกถึงเรื่องในอดีตมากมาย นึกถึงเตี่ยที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ นั่งผ่อนคลายสูบบุหรี่ก็นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ ชีวิตในวัยเด็กจะเห็นภาพของเตี่ยคู่กับโต๊ะตัวนี้อยู่เกือบตลอดเวลา เห็นเตี่ยก็เห็นโต๊ะ เห็นโต๊ะก็เห็นเตี่ย เมื่อเห็นร่องรอยต่างๆที่ขอบโต๊ะ จะทำให้นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมามากมาย วิธีที่เตี่ยทำแหวน เวลาตะไบ ต้องเลื่อยกรอบพระ ก็จะผูกพันกับร่องรอยพวกนี้ งานที่เตี่ยทำขึ้นมาด้วยแรงความคิดและกำลัง ผมก็จะผูกพันกับโต๊ะตัวนี้

เวลาที่ผมเขียนเพลงผมเห็นร่องรอยพวกนี้ไปด้วย ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนที่ผมภาคภูมิใจที่เตี่ยผมเป็นช่างศิลปะ เป็นช่างศิลปะทำทอง
เวลาผมนั่งทำเพลงผมรู้สึกว่าศิลปะการเขียนเพลงของผมได้ถูกถ่ายทอดและแปรสภาพมาจากพลังอันนั้น”

เพลง “แม่นางลูกชาวนา” เขาก็เขียนที่โต๊ะตัวนี้ เป็นเรื่องของเตี่ยกับแม่
“นางเพียงลูกชาวนา ชะตาชีวิตดิ้นรน
นางจำจากบ้านไป ให้ไกลจากภัยบ้านเกิด
มาอาศัยเมืองไทย เมืองไทยนางไม่เคยชิน
บางทีนางเล่าความหลัง ความหลังที่แม่นางฝันใฝ่
เขามาอยู่เมืองไทยเหมือนกัน แซ่จีนเขาต้องลำบาก
เขาคนไม่เคยแบ่งชนชั้น แต่งงานกับแม่นางลูกชาวนา เก็บจนพอสร้างแพ ทั้งแข็งแรงเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่
ให้นางเย็บปักถักร้อย ตีแหวนพลอยให้นางสวมใส่
อยู่ริมน้ำข้างแพสงบง่าย สร้างไว้แทนเรือนกาย
ไว้เตือนใจให้แม่นางลูกชาวนา”
 


เนื้อเพลงท่อนที่ว่า “ตีแหวนพลอยให้นางสวมใส่”
แหวนที่พูดถึงในเพลงก็ทำบนโต๊ะตัวนี้ และเพลงที่เขียนก็เขียนบนโต๊ะตัวนี้ ทั้งแหวนของเตี่ยและเพลงของเขาที่สร้างให้แม่
ต่างก็ใช้โต๊ะตัวนี้เป็นที่สร้างสรรค์ ทั้งสองสิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไม่น่าเชื่อ จะต่างกันก็เพียงเรื่องของ “เวลา” เท่านั้น

อารักษ์ อาภากาศ ออกหนังสือชื่อ "คิดถึง...คนที่...ไม่ได้ไปหา...บทกวี มีชีวิต ถูกลิขิตด้วย....อารักษ์ อาภากาศ"

ในหนังสือเล่มนี้ได้เขียนถึงที่มาของบทเพลง และแถมซีดีบทเพลงที่บันทึกใหม่แบบอคูสติค ได้อรรถรสแบบใหม่ๆด้วย...แฟนอารักษ์ต้องชอบแน่นอน มีทั้งหมด 11 เพลง แต่เสียดายที่ไม่มีเงาดวงจันทร์ ที่แปลมาจากบทเพลง moon shadow ที่ก้องดังอยู่ในเรื่องพันธุ์หมาบ้า
 


1.คนเดินดิน
2.น้อยก็หนึ่ง
3.กรุงเทพฯรมควัน
4.แม่นางลูกชาวนา
5.ไก่ชน
6.ส่วนที่หายไป
7.หมูซอยแสงจันทร์
8.แสวงหา
9.เจ้าตัวหนังสือ
10.คิดถึงคนที่ไม่ได้ไปหา
11.น้อยก็หนึ่ง ( เสียงร้อง )


ขอขอบคุณ clipmass.com siamsouth.com และ ASTV

 


 

|Take me Home|

 




Acousticthai Copyright 2006 - 2010 All rights reserved
สงวนสิทธิ์เนื้อหาบนเวบไซด์ กรุณาแจ้งกับทีมงานอะคูสติกไทยก่อนนำไปเผยแพร่
สนใจลงโฆษณาสินค้า และบริการ
โทร. 083-189-6789
http://www.acousticthai.com & http://www.acousticthai.net