|
|
 |
Bread...
ขนมปังที่ไม่มีวันหมดอายุ !?And Aubrey was her
name, A not so very ordinary girl or name but
who's to blame
For a love that wouldn't bloom, For the hearts
that never played in tune...
ใครที่เป็นคอเพลงยุค 70' ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า
แทบไม่มีใครไม่รู้จักคณะ "Bread"
บางท่านรู้จักคณะนี้ผ่านบทเพลง If, Make it
with you, Diary, The guitar man
หรือไม่ก็เพลง Baby I'm a want
สำหรับผมนั้น...
ได้มีโอกาสรู้ัจักคณะนี้ผ่านบทเพลง "Aubrey"
เป็นบทเพลงแรกๆ
ผมเชื่อมั่นว่า ใครก็ตามที่ชมชอบการเล่น Acoustic
Guitar เมื่อหากได้ลองฟังบทเพลงอย่าง "Aubrey"
หรือบทเพลงอย่าง "IF" ก็คงจะเกิดแรงบันดาลใจ
และอยากที่จะหยิบกีต้าร์โปร่งขึ้นมาแกะเพลงเหล่านี้
ด้วยเนื้อหาของบทเพลง ด้วยมนต์เสน่ห์ของเมโลดี้
จึงไม่แปลกหากใครจะ
เกิดความหลงไหล หรือตกหลุมรักให้กับบทเพลงของ
"Bread" ผมเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้น!
วงดนตรีในแบบฉบับป๊อปร๊อคที่มีความเป็นอะคูสติคผสมผสาน
จะมีสักกี่วงที่จะสามารถทำได้ดีเช่น Bread,
บางท่านอาจจะนิยามสไตล์การเล่นของ Bread
ว่าเป็นดนตรีในแบบ Folk rock
หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบบทเพลงของ Bread
ผมก็เชื่อว่า ท่านคงมีนิยามให้กับดนตรีของ
Bread เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จุดเริ่มต้น...
และที่มาที่ไปของการกำเนิดคณะ "Bread"
ได้เริ่มมาจาก...
David Gates เป็นบุตรชายของครูสอน Piano
พ่อของเขาเป็นผู้ที่มีสายเลือดแห่งนักดนตรีสูงมากคนหนึ่งของอเมริกันชน
เพราะนอกจาก
เป็นครูสอน Piano แล้ว พ่อของเขายังเป็นนายวง
(Conductor) ให้กับวงดนตรีใหญ่ๆ มาหลายต่อหลายวง
David Gates เกิดเมื่อ December 11, 1940
ที่ซึ่งเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ณ Tulsa, Oklahoma
และต่อมาครอบครัวเขา ก็ได้ย้ายมาอยู่
ที่ Los Angles ในช่วงต้นปี 1960 David Gates
เป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ในเรื่องดนตรีเป็นอย่างมาก
เขามีโอกาสได้เข้ามาทำงานทางด้านดนตรีโดยรับบทในฐานะนักแต่งเพลง
และยังเป็น Producer ให้กับคณะ The Mermaids
และอีกหลายๆ วงที่ดังๆ ในช่วงปี 1963
ซึ่งในตอนนั้น
เขามีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น
ความฝันของเขาเป็นจริงด้วยเวลาอันรวดเร็ว
และนี่ก็คือสิ่งที่ไม่อาจจะปฏิเสธในฝีไม้ลายมือทางด้านดนตรีที่มีอยู่ในตัวของเขาได้
!
ชีวิตเขาก็น่าจะมีความสุขกับการทำงานที่เขารัก
ซึ่งงานที่เขาทำก็ประสบกับความสำเร็จดีมาก
แต่ David Gates
ก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานเบื้องหลัง
ต่อมาไม่นานนัก
David Gates มีโอกาสได้รู้จักกับ James Griffin
ผู้ซึ่งมีอะไรคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ
หรือแม้แต่ลักษณะของครอบครัว ซึ่งด้วยเหตุนี้
จึงทำให้เขาทั้งสองเข้ากันได้ดี
และเริ่มก่อความฝันขึ้นพร้อมๆ กัน และนี่ก็คือ...
จุดเริ่มต้นของคณะ "Bread"
ต่อมาในปี 1968 David Gates, James Griffin และ
Robb Royer (เพื่อนของ James Griffin)
เขาทั้งสามคนร่วมกันทำ Album โดยใช้ชื่อวงเป็น
ชื่อเดียวกันกับอัลบัม นั่นคือ "Bread"
|
|
 |
| |
โดยที่พวกเขาทั้งสามคนได้เป็นผู้ที่ช่วยกันกำหนดทิศทางของบทเพลง
และแนวดนตรีเอง ดังนั้น เขาทั้งหมดจึงทำหน้าที่
Producer เอง โดย
ใช้ชื่อคณะว่า "Bread" กับการเริ่มต้น...
ด้วยการนำผลงานเพลงจำนวน 12 เทรคไปเสนอกับค่าย
Elekta และได้ตกลงเซ็นสัญญากับค่าย Elektra
ในเวลาต่อมา
ผลงานอัลบัม "Bread"
ได้ออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อ January 1969
ซึ่งประสบความสำเร็จได้ไม่ดีอย่างที่เขาตั้งใจไว้
เพลงของพวกเขา
เป็นแบบ Pop Rock ที่มีการผสมผสานดนตรีแบบ
Acoustic เข้าไปในท่วงทำนองของบทเพลง
และมีการนำลายประสานเสียงในแบบฉบับ
Trio มาใช้อีกด้วย
และแม้ว่าผลงานอัลบัมแรกสำหรับพวกเขาจะไม่โดดเด่น
หรือไม่ประสบกับความสำเร็จอย่างที่เขามุ่งหวังไว้...
แต่สำหรับบทเพลง Pop Rock ชั้นดีอย่างเช่น "Dismal
day" และเพลงอย่าง "It don’t matter to me"
ก็ทำให้คณะ Bread เป็นที่รู้จักได้มาก
พอสมควรทีเดียว สำหรับผมแล้ว... บทเพลง Dismal day
นับเป็นบทเพลง Pop Rock ที่ยอดเยี่ยมมากๆ
เพลงหนึ่งของ Bread, ไม่ว่าจะเป็นเสียงประสานในแบบ
Trio และความหนักแน่นของภาคดนตรี หรืออย่างบทเพลง
Any way you want me, Could I, หรืออย่าง London
Bridge
ก็นับเป็นบทเพลงที่น่าสนใจมาก
ด้วยมนต์เสน่ห์ของเมโลดี้ การปรสานเสียง
และโดยเฉพาะเทคนิคการร้องของ David Gates
ย้อนกลับไปยังการก่อกำเนิดชื่อ Bread...
ครั้งแรกก่อนที่จะออกผลงานอัลบัม "Bread" ในปี
1969 นั้น ทั้ง David Gates, James Griffin และ
Robb Royer ยังนึกไม่ออกว่าจะใช้ชื่อวง
และชื่อ Album ว่าอะไรดี? จนกระทั่งคืนหนึ่ง
พวกเขาขับรถวกไปวนมาใน L.A. ในขณะที่ขับรถอยู่นั้น
เขาเห็นรถบรรทุกคันหนึ่งที่วิ่งอยู่ด้านหน้า
มีตัวอักษรเขียนอยู่ตรงไฟห้ามล้อ (stoplight) ว่า
"Barbara Ann Bread"
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ชื่อวงของพวกเขาว่า
"BREAD" ในทันที
และในขณะเดียวกันเขาก็ใช้ชื่อ Bread
เป็นชื่ออัลบัมแรกของเขาด้วย
|
|
 |
Bread
ออกผลงานชุดที่สองในปี 1970 โดยใช้ชื่อว่า "On
The Water" ซึ่งผลงานเพลงชุดนี้
พวกเขาประสบความสำเร็จมาก บทเพลงสวยงามอย่าง “Make
It With You” ได้กลายเป็นเพลงยอด Hit
ของพวกเขาทันที เขาตัด Track : Make it with you
เป็น Single และภายในระยะ
เวลาอันสั้น บทเพลง "Make it with you" ก็กลายเป็น
Single Hit ที่สามารถทะยานขึ้นสู่ Chart no. 1
ได้สำเร็จ และยังเป็น Single ที่มียอด
จำหน่ายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น และในที่สุด "Make
it with you" ก็เป็นเสมือนดังเข็มทิศ
ที่บอกทิศทางที่ถูกต้องให้กับ "Bread"
ทำให้เขารู้ว่า เขาควรจะทำขนมปังรสชาติแบบไหน
ถึงจะถูกใจผู้คนทั่วโลก
David Gates ได้มีบทบาทเข้ามาเขียนเพลง
และทำดนตรีกับอัลบัมชุด "Make it with you"
มากขึ้น และแน่นอนว่าฝีไม้ลายมือของ David Gates
ได้ถูกพิสูจน์ผ่านบทเพลงที่ประสบความสำเร็จ อย่าง
Dismal day, It don’t matter to me และ Make it
with you ทุกๆ คนในวง
ต่างลงความเห็นว่า David Gates
เหมาะที่จะเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางให้กับ Bread
ช่วงของงานอัลบัม "Make it with you" Bread
ได้สมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคน คือ Mike Botts
ซึ่งเข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งมือกลอง
หลังจากนั้น ในปี 1971 : Bread ผลิตผลงานอัลบัมชุด
"Manna" ออกมา โดยเขาทั้งสาม (David Gates,
James Griffin, Robb Royer)
ยังคงเป็น Producer ให้กับงานของตัวเอง
ต่างเพียงแต่ว่า งานเพลงชุดนี้ David Gates
จะเป็นแกนหลักในการเขียนเพลงและทำดนตรี
ผลงานเพลงชุดนี้ Bread ประสบความสำเร็จกับบทเพลง
“IF” เป็นอย่างมาก (“IF” ขึ้น Chart No. 5)
เนื้อเพลงและเรียบเรียงโดย David Gates
นอกจากเขาจะประสบความสำเร็จกับบทเพลงรักหวานซึ้งอย่าง
IF แล้ว บทเพลงป๊อปร็อคอย่าง He's a good lad และ
Too much love
ก็ทำให้พวกเขาสามารถสอบผ่านได้อย่างไม่ยากเย็น
|
|
 |
และหลังจากนั้นไม่นาน Robb Royer ก็ลาออกจากวง
David Gates
รีบมองหาคนใหม่เพื่อจะเข้ามาเสริมวงทันที
โดยเขาได้ชวน Larry Knechtel เข้ามาแทน โดย Larry
Knechtel เข้ามาแทนที่ Robb Royer
ในปีเดียวกันกับที่ออกงาน Album : Manna (1971)
Larry Knechtel
เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีหลากหลาย
และเป็นผู้ซึ่งที่มีส่วนช่วยที่ทำให้ดนตรีของ
Bread มีความหนักแน่น และอ่อนหวานในเวลาเดียวกัน
Larry Knechtel อดีต... ผู้ซึ่งที่เป็นผู้บรรเลง
Keyboard ในบทเพลง "Bridge over trouble water" (บทเพลงอันยอดเยี่ยมจาก
Simon & Garfunkel) และทำงานใน Studio ให้กับ
Simon & Garfunkel ในปี 1970
และยังเคยทำงานกับวงดนตรีระดับแนวหน้าอีกหลายวง
เช่น
The Door, The Byrd, Tambourine man และ The Mamas
the papas
การเดินทางของพวกเขาจะเป็นไปในทิศทางไหน...?
โปรดติดตามตอนที่ 2 เร็วๆ นี้... |
|