Acoustic 108
 
 
-ตอนที่ 3-
The Gypsy Jazz Guitar

อาวุธหลักของวงดนตรีแนว
Gypsy Jazz คือกีตาร์โปร่ง ซึ่งไม่ใช่กีตาร์โปร่งธรรมดา แต่ต้องเป็นกีตาร์โปร่งชนิด Gypsy Jazz ด้วย ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากความต้องการอนุรักษ์ทั้งภาพลักษณ์และเสียงของดนตรีแนว Django ให้คงอยู่ตลอดไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว กีตาร์ Gypsy Jazz จึงยังมีการผลิตอยู่ตามความต้องการของตลาดและแวดวงนักดนตรีแนว Hot Club

กีตาร์ Gypsy Jazz ต่างจากกีตาร์โปร่งธรรมดาอย่างไร ต้องยกประวัติศาสตร์เรื่องนี้มากล่าวอ้าง
มาย้อนยุคกันดีกว่า เรื่องมีอยู่ว่า ในยุค ค.ศ.1920-30 กีตาร์ไฟฟ้ายังไม่มีการผลิตขึ้นจนกว่าจะถึงปลายทศวรรษ 1930 กีตาร์โปร่งของวงดนตรีแจ๊สอเมริกัน มีบทบาทเพียงแค่การตีคอร์ดให้จังหวะ ไม่มีการเล่นโซโล เพราะเสียงค่อย สู้เสียงเครื่องเป่าไม่ไหว บริษัทที่ผลิตกีตาร์โปร่งสำหรับดนตรีแจ๊สในตอนนั้นก็มี
Gibson และ Ephiphone เป็นหลัก เมื่อดนตรีแจ๊สอเมริกัน ได้รับความนิยมในยุโรป
 

วงดนตรีแจ๊สในยุโรปก็เริ่มก่อตัวขึ้น ปัญหาคือการนำกีตาร์โปรงแจ๊สข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอเมริกันด้วยราคาแพง เพื่อให้มาให้เพียงแต่ตีคอร์ดสวิงนั้น สิ้นเปลืองเกินไป จึงมีแนวความคิดที่จะนำกีตาร์โปรงในยุโรปมาใช้เล่นกับวงดนตรีแจ๊ส

ปี ค.ศ.1931 
Mario Maccaferri นักเล่นกีตาร์คลาสสิกและช่างทำกีตาร์จากอิตาลีที่มาหากินอยู่ในกรุงลอนดอน ได้นำเสนอแผนการทำกีตาร์โปร่งเพื่อใช้เล่นกับวงดนตรีแจ๊สให้แก่บริษัท Selmer แห่งฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นโด่งดังในเรื่องการผลิตเครื่องเป่าสำหรับดนตรีแจ๊ส ปีต่อมา กีตาร์โปร่งยี่ห้อ Selmer รุ่นที่ Mario  Maccaferri ออกแบบ ซึ่งมีชื่อรุ่นว่า Jazz ก็ออกสู่ท้องตลาด

กีต้าร์ Selmer รุ่น Jazz รูปร่างคล้ายกีตาร์คลาสสิก คือมีคอกว้างใหญ่ที่หัวเป็น Slotted แต่มีรูเสียงใหญ่รูปตัว D เรียกกันว่า D-hole และเป็นทรง Cut Away ใช้สายโลหะแทนสายเอ็นเพื่อเพิ่มความดังของเสียง ตัวสายพาดผ่าน Bridge มาเกี่ยวโยงเข้ากับ Tailpiece ทองเหลือง ซึ่งยึดติดอยู่กับก้นกีตาร์แบบดเดียวกับกีตาร์แจ๊ส เมื่อแรงกดของสายตกลงตรง Bridge แผ่นหน้าของกีตาร์ก็ต้องโป่งขึ้นรองรับแรงกดไว้ ทำให้การออกแบบรูปทรงกีตาร์ทั้งภายนอกและภายใน มีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากกีตาร์โปร่งอื่นๆ
 

สาเหตุที่รูเสียงมีรูปเป็นตัว D นั้น มีที่มาคือเพื่อให้ฐานของตัว D รับกันกับกล่องเสียง (Resonator) ที่ Mario ออกแบบบรรจุไว้ในกีตาร์ เพื่อให้กีตาร์สะท้อนเสียงออกมาได้ โดยไม่ถูกดูดซับจากตัวผู้เล่น ที่แนบไปกับแผ่นหลักของกีตาร์ ซึ่งในเวลาต่อมา กล่องเสียงดังกล่าวได้สร้างปัญหามากมายแก่ผู้เล่น โดยเฉพาะเมื่อมันหลุดออกมา และไม่สามารถนำออกมาภายนอกได้ ประกอบกับได้รับการพิสูจน์แล้วว่า กล่องเสียงไม่ได้ทำให้เสียงของกีตาร์ดังขึ้นแต่อย่างใด บริษัท Selmer จึงได้ถอดกล่องเสียงนี้ทิ้งไป แต่ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนลักษณะของรูเสียงรูปตัว D แต่อย่างใด

ช่วงนี้ Django ก็นำกีตาร์ Selmer รุ่น Jazz  มาเล่นอยู่เช่นกัน แต่ไม่นานนัก Mario Maccafeeri ก็ลาออกจากบริษัท Selmer แต่บริษัทก็ยังคงพัฒนากีตาร์โปร่งสำหรับดนตรีแจ๊สต่อไป โดยพัฒนาไปเป็นรุ่นที่ใช้เล่นโซโลได้มากขึ้น คือให้มีเสียงพุ่งออกมาไกล เพื่อให้ผู้ฟังที่นั่งแถวหลังสุดได้ยิน นี่คือที่มาของรุ่น New Model Jazz ที่เปลี่ยนรูเสียงจาก D-Hole เป็น Oval Hole หรือรูรูปไข่ขนาดเล็กตามหลักการบีบลำเสียงให้เล็กลงเพื่อให้ไปได้ไกลขึ้น องค์ประกอบอื่นๆ ยังคงเหมือนรุ่น Jazz เดิม แต่มีความยาวของคอมากกว่าเดิม 2 Frets คือเดิมคอมาต่อกับลำตัวที่ Fret 12  รุ่นนี้มาต่อกับลำตัวที่ Fret 14 เพื่อให้ผู้เล่นโซโลสามารถเล่นโน้ตเสียงสูงได้มากขึ้น

กีตาร์ Selmer รุ่น New Model Jazz นี้ อยู่ในมือของ Django ตลอดเวลา แทบไม่มีการเปลี่ยนชนิดของกีตาร์ จนวาระสุดท้ายของชีวิตส่วนรุ่น Jazz เดิม ได้ถูกนำมาใช้เล่นคอร์ด จนกลายเป็นแบบฉบับของดนตรีแนว Django ว่า D-hole ใช้เล่นคอร์ด และ Over hole ใช้เล่นโซโล

กีตาร์ Selmer ทั้งสองรุ่นนี้ ได้รับความนิยมมากในฝรั่งเศสในสมัยที่ Django โด่งดัง แต่หลังจากนั้น เมื่อกีตาร์ไฟฟ้าก็เข้ามาแทนที่ และแม้แต่ Django เองก็หันไปทดลองใช้กีตาร์ไฟฟ้าเล่นเพลงแจ๊สในช่วงปีท้ายๆ ของชีวิต  บริษัท Selmer  จึงเลิกผลิตกีตาร์หันไปผลิตเครื่องเป่าทอง-
เหลืองเพียงอย่างเดียวตลอดมา

ไม่กี่สิบปีมานี้ ความนิยมในดนตรี Gypsy jazz หรือดนตรีแนว Hot Club ที่ Django กับวง The Quintet of the Hot Club of France สร้างไว้
ก็เพิ่มมากขึ้น มีนักดนตรีแนวนี้ ทั้งที่เป็นพวกลูกหลานยิปซีตัวจริงและที่ไม่จริงใช่แต่ชื่นชอบ พากันหัดเล่นและจัดตั้งวงดนตรีของพวกตนขึ้นมากมาย จนทำให้ความต้องการกีตาร์
Gypsy แบบดังเดิมทั้งสองชนิดเริ่มมากขึ้นอีก

ช่างทำกีตาร์หลายคนในยุโรปพากันเอาใจตลาดด้วยการกีตาร์เลียนแบบ Selmer ทั้งรุ่นที่เป็น D-Hole และรุ่น Oval hole ออกจำหน่ายกันมากมาย เช่น Leo Eimers จากเนเธอร์แลนด์ Lohe Le Voi จากอังกฤษ และ Maurice Dupont จากฝรั่งเศสทางฝั่งอเมริกาก็มี Shelley Park จากแคนนาดาและ Dell Art กับ Michael Dunn จากอเมริกา ผลงานของช่างเหล่านี้มีคุณภาพค่อนข้างสูงและราคาค่อนข้างแพง จึงได้รับความนิยมเฉพาะในหมู่นักกีตาร์ Gypsy Jazz มืออาชีพ แต่ละตัวคิดเป็นเงินไทยไม่มีตัวใดราคาต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท ส่วนเรื่องการวางขายในเมืองไทย กรุณาลืมไปได้เลย...

อย่างไรก็ดีบริษัท Saga music ของอเมริกา ที่ไปเปิดโรงงานอยู่ในจีนเพื่อผลิตกีตาร์โปร่งคุณภาพมาตรฐานแต่ราคาถูก เกิดเห็นใจนักกีตาร์ Gypsy Jazz มือใหม่ ที่มีเงินไม่พอซื้อของแพงจึงผลิตกีตาร์ Gypsy Jazz แบบประหยัดยี่ห้อ Gitane ขึ้นมาหลายรุ่น ราคาพอรับได้ไม่กี่หมื่นบาทแต่ก็ยังคงต้องสั่งเข้ามาอยู่ดี

กีตาร์ Gypsy Jazz นี้ ถ้าจะเล่นให้ได้เสียงแบบที่ Django หรือลูกหลานยิปซีเขาเล่นกัน จะต้องใช้สายกีตาร์ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะคือ สายเหล็กพันด้วยทองแดงและเคลือบด้วยเงิน ตั้งแต่สาย 3 ขึ้นไปถึงสาย 6 มีผลิตขายเฉพาะกลุ่ม Gypsy Jazz เท่านั้น หากใช้สายกีตาร์โปร่งทั่วไปเสียงจะไม่ใช่ ส่วนปิ๊กนั้นแต่เดิมใช้ Django ใช้วัสดุที่ทำจากกระดองเต่า ขนาดหนา 5 มม. เพื่อดีดให้ดังสนั่น ปัจจุบันมีหลายบริษัทผลิตขึ้นมาใช้วัสดุเลียนแบบเพื่อความคงทน หนาตั้งแต่ 3.5 มม. ไปจนถึง 7 มม. รับประกันว่ากีตาร์อาจพังก่อนปิ๊ก ถ้าปิ๊กไม่หลายไปเสียก่อน สายกีตาร์ของ Gypsy Jazz ราคาไม่เท่าไร เท่าๆ สายกีตาร์โปร่งทั่วๆ ไป แต่ปิ๊กนี่สิราคาสูงพอดู เรียกว่าถ้าไม่รักกันจริงคงไม่สั่งเข้ามาเล่น หนึ่งอันรวมค่าส่งด้วยเกือบพันบาท มีแล้วห้ามโยนแจกคนดูแบบพี่ป้อมอัสนีเป็นอันขาด

เอาล่ะครับ ภาคที่ 3 กันแล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง คราวนี้ย้อนอดีตกันไปพอสมควรเลย ไว้คราวหน้าจะมาติดตาม Gypsy Swing Today กันต่อ... คราวหน้าอย่าลืมมาเจอกันอีกนะครับผม 
 

by A guitar maker
since 11/05/2006

 

กลับหน้าแรก Acoustic 108