 |
-ตอนที่ 3-
The Gypsy Jazz Guitar
อาวุธหลักของวงดนตรีแนว
Gypsy Jazz
คือกีตาร์โปร่ง ซึ่งไม่ใช่กีตาร์โปร่งธรรมดา
แต่ต้องเป็นกีตาร์โปร่งชนิด Gypsy Jazz
ด้วย
ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากความต้องการอนุรักษ์ทั้งภาพลักษณ์และเสียงของดนตรีแนว
Django ให้คงอยู่ตลอดไป
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กีตาร์ Gypsy Jazz
จึงยังมีการผลิตอยู่ตามความต้องการของตลาดและแวดวงนักดนตรีแนว
Hot Club
กีตาร์
Gypsy Jazz ต่างจากกีตาร์โปร่งธรรมดาอย่างไร
ต้องยกประวัติศาสตร์เรื่องนี้มากล่าวอ้าง
มาย้อนยุคกันดีกว่า เรื่องมีอยู่ว่า ในยุค ค.ศ.1920-30
กีตาร์ไฟฟ้ายังไม่มีการผลิตขึ้นจนกว่าจะถึงปลายทศวรรษ 1930
กีตาร์โปร่งของวงดนตรีแจ๊สอเมริกัน
มีบทบาทเพียงแค่การตีคอร์ดให้จังหวะ ไม่มีการเล่นโซโล
เพราะเสียงค่อย สู้เสียงเครื่องเป่าไม่ไหว
บริษัทที่ผลิตกีตาร์โปร่งสำหรับดนตรีแจ๊สในตอนนั้นก็มี
Gibson และ Ephiphone
เป็นหลัก เมื่อดนตรีแจ๊สอเมริกัน ได้รับความนิยมในยุโรป
|
วงดนตรีแจ๊สในยุโรปก็เริ่มก่อตัวขึ้น ปัญหาคือการนำกีตาร์โปรงแจ๊สข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอเมริกันด้วยราคาแพง
เพื่อให้มาให้เพียงแต่ตีคอร์ดสวิงนั้น สิ้นเปลืองเกินไป
จึงมีแนวความคิดที่จะนำกีตาร์โปรงในยุโรปมาใช้เล่นกับวงดนตรีแจ๊ส
ปี ค.ศ.1931
Mario
Maccaferri
นักเล่นกีตาร์คลาสสิกและช่างทำกีตาร์จากอิตาลีที่มาหากินอยู่ในกรุงลอนดอน
ได้นำเสนอแผนการทำกีตาร์โปร่งเพื่อใช้เล่นกับวงดนตรีแจ๊สให้แก่บริษัท
Selmer แห่งฝรั่งเศส
ซึ่งขณะนั้นโด่งดังในเรื่องการผลิตเครื่องเป่าสำหรับดนตรีแจ๊ส
ปีต่อมา กีตาร์โปร่งยี่ห้อ Selmer
รุ่นที่ Mario Maccaferri
ออกแบบ ซึ่งมีชื่อรุ่นว่า Jazz
ก็ออกสู่ท้องตลาด
กีต้าร์
Selmer รุ่น Jazz
รูปร่างคล้ายกีตาร์คลาสสิก คือมีคอกว้างใหญ่ที่หัวเป็น
Slotted แต่มีรูเสียงใหญ่รูปตัว D
เรียกกันว่า D-hole
และเป็นทรง Cut Away
ใช้สายโลหะแทนสายเอ็นเพื่อเพิ่มความดังของเสียง ตัวสายพาดผ่าน
Bridge มาเกี่ยวโยงเข้ากับ
Tailpiece ทองเหลือง
ซึ่งยึดติดอยู่กับก้นกีตาร์แบบดเดียวกับกีตาร์แจ๊ส
เมื่อแรงกดของสายตกลงตรง Bridge
แผ่นหน้าของกีตาร์ก็ต้องโป่งขึ้นรองรับแรงกดไว้
ทำให้การออกแบบรูปทรงกีตาร์ทั้งภายนอกและภายใน
มีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากกีตาร์โปร่งอื่นๆ
|
|
สาเหตุที่รูเสียงมีรูปเป็นตัว
D
นั้น มีที่มาคือเพื่อให้ฐานของตัว D
รับกันกับกล่องเสียง (Resonator)
ที่ Mario ออกแบบบรรจุไว้ในกีตาร์
เพื่อให้กีตาร์สะท้อนเสียงออกมาได้
โดยไม่ถูกดูดซับจากตัวผู้เล่น ที่แนบไปกับแผ่นหลักของกีตาร์
ซึ่งในเวลาต่อมา
กล่องเสียงดังกล่าวได้สร้างปัญหามากมายแก่ผู้เล่น
โดยเฉพาะเมื่อมันหลุดออกมา และไม่สามารถนำออกมาภายนอกได้
ประกอบกับได้รับการพิสูจน์แล้วว่า
กล่องเสียงไม่ได้ทำให้เสียงของกีตาร์ดังขึ้นแต่อย่างใด บริษัท
Selmer จึงได้ถอดกล่องเสียงนี้ทิ้งไป
แต่ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนลักษณะของรูเสียงรูปตัว D
แต่อย่างใด
ช่วงนี้
Django ก็นำกีตาร์ Selmer
รุ่น Jazz มาเล่นอยู่เช่นกัน
แต่ไม่นานนัก Mario Maccafeeri
ก็ลาออกจากบริษัท Selmer
แต่บริษัทก็ยังคงพัฒนากีตาร์โปร่งสำหรับดนตรีแจ๊สต่อไป
โดยพัฒนาไปเป็นรุ่นที่ใช้เล่นโซโลได้มากขึ้น
คือให้มีเสียงพุ่งออกมาไกล
เพื่อให้ผู้ฟังที่นั่งแถวหลังสุดได้ยิน นี่คือที่มาของรุ่น
New Model Jazz ที่เปลี่ยนรูเสียงจาก
D-Hole เป็น Oval Hole
หรือรูรูปไข่ขนาดเล็กตามหลักการบีบลำเสียงให้เล็กลงเพื่อให้ไปได้ไกลขึ้น
องค์ประกอบอื่นๆ ยังคงเหมือนรุ่น Jazz
เดิม แต่มีความยาวของคอมากกว่าเดิม 2 Frets
คือเดิมคอมาต่อกับลำตัวที่ Fret 12
รุ่นนี้มาต่อกับลำตัวที่ Fret 14
เพื่อให้ผู้เล่นโซโลสามารถเล่นโน้ตเสียงสูงได้มากขึ้น
กีตาร์
Selmer รุ่น New Model Jazz
นี้ อยู่ในมือของ Django
ตลอดเวลา แทบไม่มีการเปลี่ยนชนิดของกีตาร์
จนวาระสุดท้ายของชีวิตส่วนรุ่น Jazz
เดิม ได้ถูกนำมาใช้เล่นคอร์ด จนกลายเป็นแบบฉบับของดนตรีแนว
Django ว่า D-hole
ใช้เล่นคอร์ด และ Over hole
ใช้เล่นโซโล |
 |
กีตาร์
Selmer ทั้งสองรุ่นนี้
ได้รับความนิยมมากในฝรั่งเศสในสมัยที่ Django
โด่งดัง แต่หลังจากนั้น เมื่อกีตาร์ไฟฟ้าก็เข้ามาแทนที่ และแม้แต่
Django เองก็หันไปทดลองใช้กีตาร์ไฟฟ้าเล่นเพลงแจ๊สในช่วงปีท้ายๆ
ของชีวิต บริษัท Selmer
จึงเลิกผลิตกีตาร์หันไปผลิตเครื่องเป่าทอง-
เหลืองเพียงอย่างเดียวตลอดมา
ไม่กี่สิบปีมานี้ ความนิยมในดนตรี
Gypsy jazz
หรือดนตรีแนว Hot Club ที่
Django กับวง The Quintet of the Hot
Club of France สร้างไว้
ก็เพิ่มมากขึ้น มีนักดนตรีแนวนี้
ทั้งที่เป็นพวกลูกหลานยิปซีตัวจริงและที่ไม่จริงใช่แต่ชื่นชอบ
พากันหัดเล่นและจัดตั้งวงดนตรีของพวกตนขึ้นมากมาย
จนทำให้ความต้องการกีตาร์ Gypsy
แบบดังเดิมทั้งสองชนิดเริ่มมากขึ้นอีก
ช่างทำกีตาร์หลายคนในยุโรปพากันเอาใจตลาดด้วยการกีตาร์เลียนแบบ
Selmer
ทั้งรุ่นที่เป็น D-Hole
และรุ่น Oval hole ออกจำหน่ายกันมากมาย เช่น
Leo Eimers จากเนเธอร์แลนด์ Lohe Le Voi
จากอังกฤษ และ Maurice Dupont
จากฝรั่งเศสทางฝั่งอเมริกาก็มี Shelley Park
จากแคนนาดาและ Dell Art กับ Michael
Dunn จากอเมริกา
ผลงานของช่างเหล่านี้มีคุณภาพค่อนข้างสูงและราคาค่อนข้างแพง
จึงได้รับความนิยมเฉพาะในหมู่นักกีตาร์ Gypsy Jazz
มืออาชีพ แต่ละตัวคิดเป็นเงินไทยไม่มีตัวใดราคาต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท
ส่วนเรื่องการวางขายในเมืองไทย กรุณาลืมไปได้เลย...
 |
อย่างไรก็ดีบริษัท
Saga music
ของอเมริกา
ที่ไปเปิดโรงงานอยู่ในจีนเพื่อผลิตกีตาร์โปร่งคุณภาพมาตรฐานแต่ราคาถูก
เกิดเห็นใจนักกีตาร์ Gypsy Jazz
มือใหม่ ที่มีเงินไม่พอซื้อของแพงจึงผลิตกีตาร์ Gypsy
Jazz แบบประหยัดยี่ห้อ Gitane
ขึ้นมาหลายรุ่น
ราคาพอรับได้ไม่กี่หมื่นบาทแต่ก็ยังคงต้องสั่งเข้ามาอยู่ดี
กีตาร์
Gypsy Jazz นี้ ถ้าจะเล่นให้ได้เสียงแบบที่
Django หรือลูกหลานยิปซีเขาเล่นกัน
จะต้องใช้สายกีตาร์ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะคือ
สายเหล็กพันด้วยทองแดงและเคลือบด้วยเงิน ตั้งแต่สาย 3
ขึ้นไปถึงสาย 6 มีผลิตขายเฉพาะกลุ่ม Gypsy Jazz
เท่านั้น
หากใช้สายกีตาร์โปร่งทั่วไปเสียงจะไม่ใช่ ส่วนปิ๊กนั้นแต่เดิมใช้
Django ใช้วัสดุที่ทำจากกระดองเต่า
ขนาดหนา 5 มม. เพื่อดีดให้ดังสนั่น
ปัจจุบันมีหลายบริษัทผลิตขึ้นมาใช้วัสดุเลียนแบบเพื่อความคงทน
หนาตั้งแต่ 3.5 มม. ไปจนถึง 7 มม. รับประกันว่ากีตาร์อาจพังก่อนปิ๊ก
ถ้าปิ๊กไม่หลายไปเสียก่อน สายกีตาร์ของ Gypsy Jazz
ราคาไม่เท่าไร เท่าๆ สายกีตาร์โปร่งทั่วๆ ไป
แต่ปิ๊กนี่สิราคาสูงพอดู
เรียกว่าถ้าไม่รักกันจริงคงไม่สั่งเข้ามาเล่น
หนึ่งอันรวมค่าส่งด้วยเกือบพันบาท
มีแล้วห้ามโยนแจกคนดูแบบพี่ป้อมอัสนีเป็นอันขาด
เอาล่ะครับ ภาคที่ 3 กันแล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง
คราวนี้ย้อนอดีตกันไปพอสมควรเลย ไว้คราวหน้าจะมาติดตาม
Gypsy Swing Today
กันต่อ...
คราวหน้าอย่าลืมมาเจอกันอีกนะครับผม
|
by A guitar maker
since
11/05/2006
|