If I could save time in bottle The first thing
that i'd like to do, Is to save every day till eternity passes
away,
Just to spend them with you...

 |
จำได้ว่าเมื่อสมัยตอนที่ฝึกหัดเล่น
Acoustic Guitar
ใหม่ๆ นั้น
ผมก็มีโอกาสได้ฟังเพลงสากลไปด้วย
และเพลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงในยุค
70'
ที่เราๆ เรียกติดปากว่าเพลงยุค seventy นั่นแหละครับ
และก็มักจะกล่าวกันว่าช่วงเวลานั้น
"เป็นยุคทองของดนตรี" และไม่ว่าจะเป็นดนตรีในแนวไหน
ก็ล้วนแล้วแต่คุณภาพ
และได้รับความนิยมยาวนานต่อเนื่องมาตลอด
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับคำว่า
"ยุคทองของดนตรี"
วันหนึ่งตอนช่วงสายๆ เมื่อประมาณปี
1989 ผมได้มีโอกาสได้ยินบทเพลง
"Time in a Bottle"
จากรุ่นพี่
คนหนึ่ง
เขาชื่อ
"ตุ้ม"
ณ
ตอนนั้น
พี่ตุ้มมีอายุอานามราวๆ 30 ปี พี่ตุ้มเป็นคนที่ชอบเล่น
Acoustic Guitar
ถ้าแกว่างๆ จากงานเมื่อไร
ผมก็มักจะได้ยินแกบรรเลง
Acoustic Guitar อยู่เป็นประจำๆ
พี่ตุ้มมักจะชอบเล่นเพลงสากลยุค
1970
เช่น John Denver, Simon and
Garfunkel, Bread, America, Peter Paul and Mary เป็นต้น
ทันทีที่ได้ยินแกบรรเลงบทเพลง
"Time in a Bottle" ผมรีบเดิน และขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ
และถามว่า “นี่ชื่อเพลงอะไร
แล้วมันเป็นเพลงของใครครับพี่...?”
พี่ตุ้มตอบพร้อมกับยิ้มที่มุมปาก
“Jim Croce”
ผมคิดในใจต่อว่า
"ทำไมเพลงนี้ช่างไพเราะ มีโมโลดี้
และทางเดินคอร์ดที่แปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน"
และจากวันนั้นเอง ที่จุดเริ่มต้น และเป็นสิ่งที่จุดประกายของความรัก...
ที่ผมมีต่อผู้ชายที่ชื่อว่า จิม โครซี่
หลังจากนั้นผมก็เริ่มติดตามและเก็บสะสมเรื่องราวต่างๆ ของ
Jim
Croce เรื่อยมา และยิ่งนานวันก็ยิ่งรู้สึกว่าบทเพลงของเขาได้ซึมลึกเข้าไปในความนึกคิด
จนหมือนกับว่าเราได้ถูกหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และถึงวันนี้
แม้ว่าผมจะมีโอกาสได้ฟังเพลง และได้รู้จักศิลปินท่านอื่นๆ มากมาย
แต่ก็ยังไม่มีใครที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกได้มากเช่นนี้
Jim Croce
คือศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ได้อยู่ในดวงใจของผม
พรรณนามาพอสมควร เรามาทำความรู้จักผู้ชายหน้าเข้ม ผมหยัก หนวดดก ปากคาบซิการ์
มือหิ้วกีต้าร์ผู้นี้กันดีกว่าครับ คุณอาจจะตกหลุมรัก และชื่นชอบผลงานของเขา
เช่นเดียวกันกับผมก็เป็นไปได้ |
Jim Croce ได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่เมือง
Natchitoches,
Louisiana เมื่อ September 20, 1973
(พ.ศ. 2516)
หลังจากที่พวกเขาได้กำลังเดินทางกลับจากการแสดง
Concert ที่ Northwestern State University
ซึ่งขณะนั้น Jim Croce
มีอายุได้เพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น
มีผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้รวม 5 คน ซึ่งเป็นเพื่อนๆ
ที่ร่วมเล่นดนตรีกับเขา
และหนึ่งในนี้ก็คือ
"เพื่อนที่แสนดี" ผู้ซึ่งมีบทบาทอันสำคัญอย่างยิ่งต่องานเพลงของ
Jim
Croce นั่นคือ
"Maury Muehleisen"
ผู้เล่นกีต้าร์ (ลายสอง) ให้กับจิม โครซี่
การจากไปของเขา
นอกจากจะสร้างความโศกเศร้าต่อเพื่อนๆ
และแฟนเพลงของเขาแล้ว
ผู้ที่รู้สึกสูญเสียอย่างใหญ่หลวงก็หนีไม่พ้นสมาชิกในครอบครัว
Croce และหนึ่งในนั้นก็คือ "Ingrid"
Ingrid
(Ingrid Jacobson) คู่ชีวิตที่ร่วมทั้งสุขและทุกข์กับ
Jim
Croce ซึ่งในทุกๆ วันนี้ Ingrid
ยังคงได้รับสิ่งดีๆ ซึ่งเป็นผลพวงจากงานเพลงของ Jim Croce
อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปัจจุบัน Ingrid
ได้เปิดร้านอาหารโดยใช้ชื่อว่า "Croce’s"
ใน San Diego
ซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาที่แวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย
ไม่ว่าจากในประเทศและต่างประเทศ เช่น ชาวเวียดนาม อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น
และอีกหลายๆ ประเทศ
ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย (รุ่นพี่คนหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสรู้จักก็เคยได้ไปมาแล้ว)
Ingrid อาจจะเป็นคนที่โชคดี และก็อาจจะเป็นคนที่โชคร้าย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร
ผมก็เชื่อว่าที่ผ่านมา เธอคงไม่เคยนึกเสียใจกับการตัดสินใจ
ในการร่วมใช้ชีวิตกับ
Jim Croce แม้ว่าในช่วงแรกๆ ของการใช้ชีวิตคู่ของเขาทั้งสอง
จะเต็มไปด้วยความผิดหวัง และความลำบาก
|
 |
Jim Croce
เกิดเมื่อ
January 10, 1943 ที่เมือง south Philadelphia
มีชื่อเต็มว่า
James
Joseph Croce เขาเป็นครอบครัว
"Italian" James Albert
และ Flora Mary Barbucci Croce
ผู้เป็นพ่อและแม่ และส่งให้เขาได้เรียนในวิทยาลัย
"Jim
Croce เป็นบุตรคนแรกที่เรียนจนจบวิทยาลัย"
เขาโตมาจากพื้นฐานครอครัวที่มีฐานะปานกลาง
และเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องหลายคน
ครวบครับ Croce ไม่เคยคิดที่จะสนับสนุนในเรื่องของการเล่นดนตรี
เพราะคิดว่าการเล่นดนตรีน่าจะเหมือนกับการทำกิจกรรมเล็กๆ น้อย
มากกว่าที่จะยึดเป็นอาชีพ |
|
ช่วงที่
Jim
Croce อายุราวๆ 16 ปี
ขณะที่เป็นช่วงวันหยุดเรียน
เขาได้เข้าไปทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งในที่นั้นเอง ที่ได้ทำให้เขามีโอกาสได้พบกับ
"ผู้ชายผิวดำสองคน"
ซึ่งเป็นนักดนตรีที่เล่นประจำในร้าน
อาหารแห่งนี้
Jim croce ดูจะสนอกสนใจชายผิวดำทั้งสองคนนั้นเป็นพิเศษ
ชายทั้งสองคนนี้มีวิธีการเล่นที่แตกต่างจากนักดนตรีคนอื่นๆ นั้นคือการผสมผสานกันระหว่าง
"Guitar 1 และ Guitar 2"
ซึ่งกีต้าร์ตัวที่สองนั้น
จะเล่นโดยการใช้ Capo คาดที่คอกีต้าร์ในช่องที่ลึกๆ
ขณะที่นักดนตรีสองคนนั้นได้เดินลงมาในช่วงของพักการแสดง
ชายคนหนึ่งก็ได้เดินมาคุยกับ Jim Croce
และเมื่อรู้ว่าเขาจะมีความสนใจเกี่ยวกับ
Guitar อยู่ไม่น้อย ชายคนหนึ่งจึงได้พูดคุย และได้แนะนำเขา
ให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีการเล่นในแนวทางนี้
และด้วยเหตุนี้เอง ที่เป็นต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจ
และในคืนวันนั้น เขาก็กลับมาบอกพี่ชาย
เพื่อให้ช่วยซื้อ
Guitar ให้กับเขา
ก็คงจะนับและเข้าใจได้ว่า
"ชายผิวดำ 2
คนนั้น" มีอิทธิพลมากทีเดียว ถ้าหากว่าใครได้มีโอกาสฟังผลงานเพลงของ
Jim
Croce (ดูจากผลงาน) ตั้งแต่ชุดแรกๆ ในปี 1967
ก็จะเห็นได้ว่า แนวทางเพลงจะออกไปทาง
Blues
ซึ่งก็คือแนวที่ชายผิวดำสองคนนั้นได้เล่น
ต่างกันเพียงแต่ว่า ช่วงยุคแรกๆ ของผลงานของเขานั้นจะเล่นคนเดียวเพียงลำพัง
ซึ่งต่อมาในปี 1972
Jim Croce มีโอกาสได้ออก Album กับนักกีต้าร์ มือดี
นั่นคือ
"Maury Muehleisen" ความชัดเจนในแนวทางของการเล่น
Acoustic Guitar 2 Line
ในแบบที่ชายผิวดำสองคนที่เขาเคยเจอและจดจำนั้น
ก็ได้มีความชัดเจนขึ้น โดยความเป็น
"Acoustic Blues" ที่เขาเคยได้เคยทำไว้ใน Album
เมือปี 1967 ก็เบาบางลง แต่ในช่วงที่ทำกับ
Maury จะมีแนวทางของความเป็น
Acoustic Folk มากขึ้น
และก็ในช่วงนีเองที่ทำให้ Jim Croce
ได้แสดงความสามารถในการเรียบเรียง
และแต่งเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม ผมรู้สึกว่า
เขาทั้งสองเกิดมาเพื่อเป็นคู่กัน
แต่น่าเสียดายที่เขาทั้งสองได้มีโอกาสสร้างผลงานเพลงดีๆ
ชั้นยอดไว้ให้เราได้เฉยชมน้อยเหลือเกิน
|
ช่วงเวลาในวงดนตรีของมหาวิทยาลัย "Glee Club Band"
ค.ศ. 1961
ในวิทยาลัย
Jim
Croce ได้มีโอกาสเข้าไป Audition
กับวงดนตรีของวิทยาลัยชื่อ
"Glee
Club" (ซึ่งเป็นวงที่เล่นและร้องกันในลักษณะประสานเสียง)
ซึ่งผู้ที่เปิดโอกาสให้ Jim Croce
ได้เข้ามาอยู่ในวง Glee Club
ก็คือ
"Tommy Picardo West"
ซึ่งขณะนั้น Tommy Picardo West
เป็นหัวหน้าวงดนตรี
"Glee Club" และนี่ก็คืออีกจุดเริ่มต้น
ของการเล่นดนตรีแบบจริงๆ
จังๆ ของ Jim Croce
ที่วง Glee Club ได้ทำให้มิตรภาพดีๆ ของคนสองคนเกิดขึ้น
(1961)Tommy Picardo West
ได้เดินเข้าไปทักทาย Jim Croce
เมื่อในขณะที่เห็น Jim Croce เดินและในมือหิ้ว
Acoustic Guitar 12 สาย อยู่ในวิทยาลัย Tommy West
เดินตรงเข้าไปที่ Jim Croce
พร้อมกับแนะนำตัวเองก่อน และ Jim Croce
ก็แนะนำตัวเองกับ Tommy West เช่นกัน เขาทั้งสองคนพูดคุยกันสักครู่ แต่สิ่งที่ Tommy West
ตกใจ
(แต่ก็ดีใจ) นั้นคือ
Jim
Croce เอ่ยปากบอกกับเขาว่า
“ผมต้องการเข้าไปอยู่ในวง Glee Club
ของคุณ ขอให้ฉัน Audition ได้ไหม?”
 |
วันนั้น
Jim
Croce นำเพลงของ Ricky Nelson
มาร้องให้กับ Tommy West ฟัง
พอหลังจากฟังแล้ว Tommy West
ก็สงสัย และก็อยากรู้ว่าทำไมต้องเป็นเพลงของ
"Ricky Nelson?"
Jim ตอบว่า “หลายๆ คน
บอกว่า เสียงของเขาเหมือนกับ Ricky Nelson” Tommy West
มองเห็นฝีไม้ลายมือและพรสวรรค์ของเขา, West
จึงตอบรับให้เขาเข้าเป็นสมาชิกของวง
Glee Club และมิตรภาพที่ดีๆ
ของเขาทั้งสองคนก็ได้เกิดขึ้น
ต่อมาในปี 1967
Tommy West ก็ได้แนะนำ Terry Cashman
ให้ Jim Croce ได้รู้จัก และต่อมาทั้ง Tommy West และ Terry Cashman
ก็เป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่ทำให้ Jim Croce
ได้ออกผลงาน
Album ในปี 1969
จนกระทั่งถึงผลงานอัลบัมในปลายปี 1973
ที่เป็นช่วงสุดท้ายในชีวิตของ Jim Croce
|
ย้อนกลับไป
เมื่อตอนที่
Ingrid
ซึ่งมีโอกาสได้พบกับ
Jim
Croce ณ คืนวันที่มีหิมะตก
ซึ่งมันเป็นวันก่อนที่จะถึง
Christmas Day เพียง 2 วัน
ในคืนวันนั้น Ingrid
ได้เดินทางไป Audition ที่ WDAS Radio Station ในเมือง Philadelphia
ณ
คืนนั้น Jim
ก็เป็นหนึ่งในชุดกรรมการผู้ตัดสินในการทดสอบ (Audition)
ครั้งนี้ด้วย
Ingrid เล่าว่า...
ฉันยืนอยู่หน้า
Microphone และกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการตั้งเสียงของ
Acoustic Guitar ของฉัน แต่ ณ ขณะนั้นเองฉันก็เกิดความรู้สึกเหมือนว่า
มีใครคนหนึ่งกำลังจองมองฉันอยู่ ฉันมองผ่านเข้าไปในบานกระจกของห้อง Studio และขณะนั้น
ฉันได้เห็นชายคนหนึ่ง ซึ่งดูท่าที่มุ่งมั่น
ใจดี
และฉลาดคล่องแคล่ว
ด้วยรูปลักษณะเด่นที่เส้นผมของเขาที่ดำหยัก
และสั้น หลังจากที่ฉันได้
Audition เรียบร้อยแล้ว ชายคนดังกล่าวก็ได้เดินตรงเข้ามาที่ฉัน
พร้อมๆ กับพูดว่า
“ผมชอบเสียงของคุณนะ บางทีเราอาจจะสามารถร้องเพลงด้วยกันได้”
คืนนั้นฉัน
Audition ผ่าน และนับเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกดีใจมากๆ
แต่อีกสิ่งที่ฉันได้รู้สึกมากไปกว่านั้นก็คือ“ฉันรู้สึกว่า ฉันกำลังมีความรัก”
ในตอนนั้นฉันมีอายุได้เพียง 16 ปี ส่วน
Jim
Croce มีอายุเกือบ 20 ปี
Jim
Croce สอนฉันร้องเพลง สำหรับฉันแล้ว ฉันชอบเสียงของ
Jim Croce ฉันรู้สึกถึงความหวาน
และนุ่มนวลในเสียงเขา และต่อจากนั้นไม่นาน
เราทั้งสองคนได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
เรามีความสุขที่ได้เขียนบทเพลงด้วยกัน ได้ร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ
และเราทั้งสองก็รู้สึกผูกพันต่อกันเป็นอย่างมาก ขณะนั้น
ณ
ช่วงเวลานั้น
ฉันก็รู้ว่า...
“เราคงจะต้องแต่งงานกัน”
Jim Croce
และ Ingrid
ตกลงใช้ชีวิตคู่กันในเดือน January 1963
เขาทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งถึงวันที่ Jim
Croce ได้เสียชีวิตลง ในปี 1973
Ingrid กล่าวว่า
เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เราทำสิ่งดีๆ ด้วยกัน เราต่อสู้
และผ่านวันที่ลำบากมาด้วยกัน และสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่เราได้ทำร่วมกัน นั้นคือ
"ลูกชายของเรา"
เรามีลูกชายหนึ่งคนชื่อ
"Adrian
James Croce" (A.J. Croce)
นี้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันมีกำลังใจที่จะอยู่
และสู้ต่อไป
ทุกๆ ครั้งที่ฉันได้เห็นเขา ก็เหมือนกับว่า "Jim ยังคงอยู่ใกล้ๆ ฉันไม่ไปไหน"
 |
ครั้งหนึ่งพ่อและแม่ของ Jim Croce
เคยพูดกับเขาถึงเรื่องงานของเขาที่ทำว่ามันไม่ค่อยจะมั่นคง
กับการแค่ ร้องเพลงเล่นดนตรีไปวันๆ
แต่ว่าคำพูดเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาท้อแท้
หรือเปลี่ยนแปลงความฝันของเขาได้ เพราะหลังจากนั้นช่วงปี 1967
Jim
และ Ingrid Croce ได้เดินทางเข้ามา
ใน New York ซึ่งช่วงเวลานี้เอง
ที่เขาได้รับบทเรียนในการต่อสู้กับชีวิตเป็นอย่างมาก
Jim Croce
ได้เข้าไปร้องเพลง
และเล่นดนตรีใน Club
เล็กๆ ในร้าน Coffee Club ใน
New York บางครั้งร้องเล่นคนเดียว แต่บางครั้งก็ร้องเล่นกับ
Ingrid
Jim Croce
เป็นคนหนึ่งที่ผ่านงานมาแบบหลากหลายรูปแบบ เช่น
เป็นทั้งอาจารย์สอนพิเศษในวิทยาลัย,
เป็นเจ้าหน้าที่ขายช่วงเวลาโฆษณาให้กับสถานีวิทยุ, เล่นดนตรีตามร้านอาหาร,
ทำงานอยู่ในเหมืองแร่ หรือแม้กระทั่งเคยขับรถบรรทุก (ที่บริษัท CAT
Machines) และยังใช้ช่วงเวลาว่างๆ เขียนเพลงของเขาไปด้วย
ณ ช่วงที่ขับรถบรรทุกแม้จะไม่ใช่งานที่สบาย แต่
Jim Croce ก็รู้สึกสนุกไปกับมัน
เขาได้เพื่อนใหม่ๆ รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา และยังได้มีโอกาสได้ไปในสถานที่ต่างๆ
ที่ไม่ซ้ำกัน นั่นหมายถึงว่า เขาก็มีโอกาสได้นำช่วงเวลาแห่งประสบการณ์เหล่านี้มาเขียนลงในบทเพลงของเขา
สำหรับ
Ingrid
ก็ยังคงเรียนหนังสือที่วิทยาลัยในด้านสาขาวิชาศิลปะ
แต่ก็ยังได้มีโอกาสทำงานกลางคืน นั้นคือร้องเพลงใน
Club
ร่วมกับ Jim Croce
ในร้านอาหารที่
Paddock (เป็นร้าน Bar and Steak House) |
ในปี 1966
Jim
Croce ได้มีโอกาสออกผลงานเพลงเขาใช้ชื่ออัลบัมว่า
"Facets"
ซึ่ง Jim Croce
ได้มีโอกาสร่วมงานกับ "Gordon Lightfoot"
ซึ่งได้เข้ามาช่วยเขียนเพลง Steel Rail Blues ให้กับ
Jim Croce ผลงานชุดนี้ของ Jim
Croce
มีกลิ่นไอของดนตรี Blues ผสม
Bluegrass มากพอสมควร แต่มันก็ได้ทำให้เขาได้แสดงฝีมือด้านทักษะการเล่น Acoustic
Guitar ได้อย่างเต็มที่
และสำหรับผม "Jim เล่นมันได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ"
ในปี 1969 Jim และ Ingrid ได้ออกอัลบัมคู่กัน โดยใช้ชื่ออัลบัมว่า "Jim
& Ingrid Croce"
แม้ว่าความฝันของพวกเขาจะเป็นจริงกับการออก
Album
แต่ในทางธุรกิจแล้ว มันไม่ประสบความสำเร็จเอาเลย! ผลงานชุดนี้ Tommy West
และ Terry Cashman
ได้เป็นผู้ชักชวน ซึ่งทำให้ Jim Croce
ให้ได้มีโอกาสได้ทำ Album เพลงในปี 1969 คู่กับ
Ingrid โดย Tommy west และ
Terry Cashman เป็นผู้ Producer
ในการบันทึกเสียง และยังช่วยเล่น
Backup
ให้กับอัลบัมของ Jim Croce
และแม้ว่ามันจะไม่ประสบกับความสำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังคงเดินหน้าสานฝันร่วมกันต่อไป
ด้วยความตั้งใจ และด้วยความรักต่อดนตรีที่เขาได้ทำ
Ingrid
เล่าว่า ช่วงปี 1969 เขาและ Jim ลำบากมาก ถึงขั้นที่ต้องค่อยๆ ทะยอยๆ
ขาย
Guitar
ที่เขาได้ซื้อสะสมไว้ ออกมาขายทีละตัวสองตัว
นั่นคือช่วงชีวิตที่แสนลำบากในมหานคร New York
ชีวิตในเมืองใหญ่เป็นชีวิตที่ต้องแข่งขันแต่เขาก็ผ่านมันไปได้
แต่จากนั้นไม่นานนักในช่วงปี 1970 Jim & Ingrid
ได้ตัดสินใจเดินทางออกจากเมือง New York เขาย้ายมาอยู่ที่
Pennsylvania ในช่วงนี้ Jim Croce
ก็ยังคงมีความลำบากพอสมควรกับการดำเนินชีวิต
 |
Jim Croce ได้เข้าไปทำงานเป็นทั้งพนักงานในเหมืองแร่ และขับรถบรรทุก
(Truck
driver)
แม้จะเป็นงานที่หนัก และก็ไม่สบายเอาเลย
แต่ถ้ามองให้เป็นบวก อีกด้านหนึ่งงานขับรถบรรทุกนี้มันก็ช่วยทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ
ที่แตกต่างกันไป มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี
ที่จะเอาไปใช้เป็นแนวทางในการเขียนเพลง
และในช่วงจังหวะเวลานี้เองเขาก็ได้หาโอกาสเขียนเพลงไปด้วยเสมอๆ
ในทุกๆ แห่งที่เขาไป ในทุกๆ ที่ ที่เขาสัมผัส
ประสบการณ์ต่างๆ ในการเดินทางมันแฝงอยู่ในบทเพลงของเขาเสมอๆ
Jim Croce
บอกว่าเขาชอบงานนี้ เพราะมันทำให้ได้รู้จักผู้คนมากมาย
รวมทั้งได้เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ
ประสบการณ์เหล่านี้นำมาเป็นแนวทาง
และเป็นประโยชน์กับการเขียนเพลงของเขาเป็นอย่างมาก
แต่อย่างไรก็ตามผลงานอัลบัม Jim & Ingrid ก็มีความยุ่งยากพอสมควรกว่าที่จะได้ออกมา เพราะมันเป็นงานครั้งแรกของเขาทั้งสอง อีกทั้ง
Tommy west และ Terry Cashman
ก็พึ่งดำเนินกิจการ Capitol Records ได้ไม่นาน
|
Jim & Ingrid Croce
จึงเป็น Album
แรกๆ
ของ Capitol Records
และมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ณ
ขณะที่ได้ออกวางจำหน่ายในปี 1969 นั้น "LP จำนวน 6
แผ่น" ของ Jim & Ingrid
ได้ถูกส่งมาขายที่ร้าน PXs ในประเทศไทย!
ของเรานี้เอง
ซึ่งในสมัยนั้น
ร้านที่วางจำหน่ายแผ่นเสียง
หรือจำหน่ายเครื่องใช้ต่างๆ ของชาวอเมริกัน
ก็จะรู้กันว่าต้องเข้าไปในร้าน
PXs
ซึ่งราคาขายสินค้าต่างๆ ในร้าน PXs
นี้ จะมีตั้งราคาขายเท่ากับราคาที่ขายใน U.S.A
ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าแผ่นเสียง 6 แผ่นที่ว่านั่น
ตอนนี้ยังจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ และหากว่ายังอยู่
ใครกันที่เป็นผู้ครอบครอง?
หมายเหตุ
:
PXs
คือร้านค้าของพวกทหาร J.I - U.S.A
ที่มาตั้งฐานทัพในประเทศไทย
เพื่อจะไปรบในประเทศเวียดนามในสมัยนั้น และสำหรับสินค้าต่างๆ ที่ออกมาใหม่ๆ จากที่
U.S.A
หากว่าเราต้องการก็ไม่ต้องรอให้เนินนาน
เพราะทางร้าน
PXs จะมีของเหล่านี้เร็วมาก เพราะสินค้าต่างๆ
จะมากับทหารอเมริกันที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
|
ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของ
Jim Croce โดยเป็นช่วงเวลาที่
Maury Muehleisen เข้ามา
ต่อมาในปี 1970 โชคชะตานำพาให้
Jim และ Maury ได้มาพบกัน
เขาเข้ากันได้ดีในทุกๆ เรื่อง
Tommy West เคยบอกกับ Jim ว่า... Maury เป็นเด็กหนุ่มที่เล่น Guitar
ได้อย่างยอดเยี่ยม
ซึ่งขณะนั้น Maury Muehleisen
ก็พึ่งออก
Album
โดยใช้ชื่อว่า "Gingerbread"
แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
(เช่นเดียวกันกับ
Jim
Croce) เพราะสาเหตุนี้หรือเปล่า ที่ทำให้เขาทั้งสองคนได้เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันได้ดี และเมื่อเขาทั้งสองร่วมกันบรรเลงบทเพลง
จึงทำให้บทเพลงต่างๆ ที่ถูกเล่นออกมานั้น สามารถฝังลึกลงไปในใจของเราๆ
ได้อย่างชนิด "หลงไหล อย่างบ้าคลั่ง" ได้เลยทีเดียว
ช่วงปี 1970
ในช่วงนี้เองที่
Jim Croce กำลังมองหา Guitar Back-up
เพื่อทำเพลงในแนวดนตรี
Acoustic Folk อย่างเช่นที่เขาเคยตั้งใจไว้ ผู้จัดการ (ค่ายเพลง
Capitol Record)
ของ
Maury Muehleisen เป็นผู้ที่ได้ช่วยแนะนำ Maury Muehleisen
ให้กับ Jim Croce
และไม่นานนัก
เขาทั้งสอง
ก็ได้ร่วมงานกัน
(อย่างเอาจริงเอาจัง)
และจะถือว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของชายที่ชื่อ
"Maury Muehleisen"
ที่ได้มาพบกับ
Jim Croce เพราะว่าไปแล้ว หาก Maury Muehleisen
ไม่ได้มาพบ
และร่วมงานกับ
Jim ณ วันนั้น
"September 20, 1973"
เขาก็คงไม่ได้อยู่บนเครื่องบินลำนั้น
และเขาก็คงจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้
แต่นั้นล่ะครับ
มันเป็นนานาจิตตัง
เพราะหากคิดมุมกลับ
Maury ก็อาจจะไม่เป็นที่รู้จักและเป็นที่กล่าวถึงเฉกเช่นในวันนี้
เขาคงจะเป็นแต่ผู้ชายคนหนึ่ง...
ที่จากโลกไปอย่างไม่มีใครกล่าวถึง |

|
ซึ่ง ณ วันที่ Maury ได้เสียชีวิตลง เขามีอายุเพียง 24
ปีเท่านั้น
ผมเชื่อมั่นว่า
หลายๆ
คนที่รู้จักผลงานของ
Jim
Croce คงไม่ปฏิเสธกับฝีมือการบรรเลง Acoustic
Guitar Line 2
ของ Maury Muehleisen แน่นอน เพราะมันได้ช่วยส่งเสริมและสร้างสรรค์อารมณ์ ให้กับบทเพลงของ Jim Croce ได้อย่างน่าทึ่งมากทีเดียว และขณะเดียวกัน...
มันยังสร้างความลำบากให้กับผู้ที่คิดจะแกะเพลงของ Jim Croce เพราะความสมบูรณ์และความลงตัว ทั้ง Guitar 1
และ 2 ของเขาทั้งสองนั้น มันเต็มไปด้วยพลัง,
ความไพเราะ, ความสวยงามแห่งภาคดนตรีและบทเพลง แล้วมันอยากจริงๆ
ที่เราคิดจะหลบหลีกหรือมองข้ามเส้นเสียง
หรือโน้ตตัวใดตัวหนึ่งของเขาทั้งสองไปได้ Tommy
West บอกไว้ว่า Maury Muehleisen เป็นคนที่เล่น Acoustic Guitar
ได้น่าเกรงขามมากๆ เขาเป็นมือ Guitar
ที่ดีมากคนหนึ่งเท่าที่เขาเคยเห็นมา
 |
ความเป็นเพื่อนที่แสนดีต่อกัน มิตรภาพดีๆ ระหว่างเขาทั้งสองได้เป็นสิ่งสำคัญ
ที่ได้ช่วยสร้างสรรค์งานเพลง
และคู่หูทั้งสองอยู่เคียงข้างกันจนวินาทีสุดท้ายวินาทีที่เขาทั้งสองได้ลาจากโลกไป
เขาทั้งสองก็ยังจากเราไปพร้อมๆ กัน
หรือ...?
"พร | |