Interview
 
 

นานมาแล้วครับ ผมได้มีโอกาสรู้จักกับเขี้ยว ซึ่งเป็นนักดนตรีที่เล่นดนตรีกลางคืน ในแนว Acoustic/Folk ใน Style เครื่องดนตรีสามชิ้น คือ Acoustic Guitar 2 ชิ้น และ Bass Guitar 1 ชิ้น ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ด้วยประสบการณ์ และด้วยอายุของเขา ผมถือว่าเขาเป็น
คนรุ่นใหม่ที่มีความพยายาม และเขาทำออกมาได้ดี พวกเขาเล่นเพลงในยุค 1970 ในแนว
Acoustic, Folk, Folk Rock
และอื่นๆ
ผมเกิดความประทับใจในการเล่นของเขา (พร้อมทั้งเพื่อนเขาอีก 2 คน) และต่อมาก็ได้มีโอกาสพบปะ และก็คบหากับเขี้ยวมาเรื่อยๆ
วันนี้จึงมีความภูมิใจที่จะถือโอกาสนี้ แนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับเขา


Acousticthai :  เล่าประวัติด้านการเล่นดนตรี และการฟังเพลงให้ฟังหน่อยครับ ว่าเริ่มต้น -จากจุดไหนได้อย่างไร

เขี้ยว : ผมเริ่มต้นจากการที่กลุ่มเพื่อนๆ เมื่อตอนสมัยเรียนอยู่ ม. 1 เห็นเพื่อนๆ เขาจับ Acoustic Guitar มาเล่นกัน ผมจึงเริ่มสนใจที่จะหัดเล่นตามเขา แล้วก็หัดเล่นมาเรื่อยๆ มาจริงๆ จังๆ อีกครั้งก็คงเป็นตอนช่วงปลายๆ ของการเรียนปริญญาตรี พอเวลาผ่านไปผมได้มีโอกาสได้ฟังเพลงและได้ดู Concert ศิลปินต่างประเทศ เช่น Eric Clapton ชุด Unplugged เนี่ย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลของการเล่น Acoustic Guitar ของผมเลย พอมาช่วงใกล้ๆ จะจบปริญญาตรี มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ BOY ก็ชวนมาให้ผมลองเล่นดนตรีกลางคืนที่ร้าน 13 เหรียญแถวๆ ซอยอารีย์ ซึ่งตอนนั้นผมก็เพียงแค่เข้ามาเล่นดนตรี ในฐานะตัวแทนเท่านั้น และก็เหมือนเป็นโชคดีของผม คือผมได้มีโอกาสเข้ามาเล่นแทนเพื่อนๆ พี่ๆ บ่อยๆ พอบ่อยๆ เข้า ก็เลยได้เล่นประจำ ดังนั้นร้าน 13 เหรียญเนี่ย ถือว่าเป็นจุดของการเริ่มต้นของผม เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีแบบจริงๆ จังๆ ทั้งได้เล่น และได้ฟังเพลงที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ล้วนแต่เป็นคนที่ดี มีน้ำใจ มีความจริงใจ ซึ่งค่อยให้คำปรึกษา และแนะนำเกี่ยวกับเรื่องดนตรีให้กับผม ที่ผมต้องขอเอ่ยถึง และต้องขอขอบคุณก็คือ พี่กฤษ พี่ป็อป (วงพรรณนาในปัจจุบัน) ที่ได้ให้โอกาส และให้คำแนะนำผมในทุกๆ เรื่อง ซึ่งนอกจากจะได้มีโอกาสเล่นที่ร้าน 13 เหรียญแล้ว ผมยังเคยได้เล่นที่ร้าน Wild West ซึ่งเป็นโอกาส และเป็นโชคที่ดีในการเริ่มต้น ของนักดนตรีมือใหม่อย่างผมในขณะนั้น ส่วนเรื่องการฟังเพลงนั้น ก็ได้จากรุ่นพี่ๆ เช่นกัน คือจากการที่ได้เห็นเขาเล่น พอได้ฟังก็รู้สึกสนใจและชอบ ตอนนั้นรู้อย่างเดียวคือ มันมีความน่าสนใจ และมีความไพเราะ ส่วนความยากง่าย หรือความสับซ้อนในด้านดนตรีนั้น ยังไม่รู้ครับ มารู้อีกทีก็ตอนที่จะแกะเพลงนั้นๆ มาเล่นนั้นล่ะ
 

Acousticthai :  แล้วมีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนอีกสองคนได้อย่างไรครับ ที่มาเป็น KBL

เขี้ยว : ผมเริ่มรู้จักกับบัง เมื่อช่วงที่ผมเล่นดนตรีอยู่ที่ร้าน 13 เหรียญ ซึ่งเราต่างคนต่างก็เล่นที่ร้าน 13 เหรียญ เราคบหากันมาเรื่อยๆ วันหนึ่งผมก็ชวนเขามาทำวง Duo กัน เล่นกันอยู่สองคนได้นานเหมือนกันกว่าที่จะมาเจอกับพี่ลี่ (Bass Guitar) สำหรับพี่ลี่ เขาเคยเล่นดนตรีในแนวอื่นๆ ที่แตกต่างกันกับผมและบังโดยสิ้นเชิง ต้องปรับอะไรๆ กันเยอะ แต่เขาก็สามารถปรับตัวได้เร็ว เราทั้งสามคนมีโอกาสได้ร่วมงานกันเป็นครั้งแรก ก็คืองานแต่งงาน  หลังจากนั้นเราก็ตกลงร่วมงานกันมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้



Acousticthai :  การเริ่มต้นสำหรับอาชีพนักดนตรี ที่เล่นดนตรีกลางคืน มีความลำบากมากไหมในช่วงเริ่มต้น

เขี้ยว : ต้องถือว่าผมโชคดีกว่าหลายๆ คน ในการเริ่มต้น เพราะการเริ่มต้นของผมนั้น มีรุ่นพี่คอยให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
ก็เริ่มมาจากร้าน 13 เหรียญ การเริ่มต้นของผมอาจจะต่างจากคนอื่นๆ คือ รู้จักเพื่อน (
BOY) รู้จักรุ่นพี่อย่างพี่ POP และพี่กฤษ (วงพรรณนาในปัจจุบัน) แล้วก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมเล่นกับเขา เล่นแทนเขาบ้าง ในช่วงที่เขาติดงานอื่นๆ ด้วยโอกาสตรงนี้ จึงทำให้ผมได้มีโอกาสค่อยๆ สร้าง และพัฒนาฝีมือตัวเองไปด้วย เมื่อถึงคราวที่ไม่ได้เล่นที่ 13 เหรียญแล้ว ผมจึงมีพื้นฐานที่ดี และบทเรียนที่ดี ที่ได้จากร้าน 13 เหรียญ มันมีประโยชน์มากๆ กับก้าวต่อๆ มาของผม จำได้ว่าเมื่อตอนที่เล่นดนตรีใหม่ๆ ที่ร้าน 13 เหรียญนั้น หลังจากที่กลับจากการเล่นดนตรีกลางคืน
พอเข้าบ้านก่อนนอนประมาณ 4-5 ชม. ผมก็ต้องกลับมานั่งแกะเพลง นำสิ่งที่รุ่นพี่แนะนำมาทบทวน และฝึกฝน ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก 
 

Acousticthai : แล้วเริ่มสนใจที่จะเลือกเล่นเพลงของศิลปิน อย่างเช่น America, CSN, Simon & Garfunkel หรือดนตรียุค 1970 ได้อย่างไร

เขี้ยว : มันค่อยๆ ซึมซับมาครับ ก็จากรุ่นพี่อย่างพี่ POP พี่กฤษ (วงพรรณนา) เห็นเขาเล่นแล้วก็รู้สึกชอบ เพลงพวกนี้มีความซับซ้อนมาก ทั้งเสียงประสาน ทั้งภาคดนตรี แล้วก็เริ่มต้นฟัง และก็พยายามแกะเพลงของเขาเพื่อเอามาเล่น ในครั้งแรกๆ ที่ได้ฟังเพลงพวกนี้ ยังคิดไม่ออกว่ามันจะยากขนาดไหน แต่พอมานั่งแกะเอง เพื่อที่จะนำเอามาเล่น ตรงนี้ล่ะ ถึงได้รู้ว่า มันยากมาก มันมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด

ครั้งแรกที่ได้ฟังเพลง และได้รู้จักแนวเพลงแบบนี้ ก็จากการที่ได้ฟังรุ่นพี่ๆ เล่น อย่างเช่นเพลง Sanibel, Just a song before I go (ของ Crosby Still & Nash) หรืออย่างเพลง A Horse with no name, I need you หรือ Ventura Highway (ของ America) ก็รู้สึกชอบ ตอนหลังก็พยายามที่จะหาเพลงอื่นๆ มาฟังเพิ่มเติม พอได้ฟังมากขึ้น ก็เริ่มสนใจที่จะเล่นแบบจริงๆ จังๆ แต่ว่าในครั้งแรกๆ จริงๆ นั้น (ที่ร้าน 13 เหรียญ) มันเป็นเหตุการณ์จำเป็นที่ต้องเล่น (ซึ่งก็ยังไม่ได้ชอบมาก) เพราะผมเล่นแทนเขา ซึ่งวงที่ผมได้เล่นแทนเขานั้น เขาก็เล่นแนวนี้กัน และก็โชคดีที่รุ่นพี่ต่างๆ ก็ช่วยกันให้คำปรึกษา และแนะนำว่าต้องเล่นแบบไหน ทุกอย่างในการการเริ่มต้นก็เลยสามารถก้าวข้ามผ่านมาได้

Acousticthai :  แล้วดนตรีแนวอื่นๆ ที่เล่น มีบ้างไหมครับ หรือมีการนำเพลงมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ style ของเราบ้างไหมครับ

เขี้ยว : ก็นอกจากที่จะเล่นเพลงอย่างเช่นแนว America, Simon & Garfunkel, CSN, The Eagles
ก็ยังเล่นเพลงอื่นๆในยุค 1970 รวมไปถึงเพลงใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน หรือบางเพลงเราฟังแล้วมันน่าสนใจ ผมก็จะนำเอามาเล่น และหากถ้ามันไม่เป็น
Acoustic/Folk พอ (หมายถึงอาจจะแนว Pop, Rock หรืออื่นๆ) ผมก็จะพยายามปรับให้มันเป็น Acoustic/Folk เพื่อที่จะได้เหมาะกับ Style ของวง และนอกจากนั้นผมยังชอบที่จะหาเวลานั่งแกะเพลงอย่างของ Doc Watson อย่าง Doc Watson
มันก็เริ่มจากการที่บังเอิญได้เห็นม้วน
VDO ของ Doc Watson ที่บ้านของรุ่นพี่ แล้วเขาก็บอกว่า ศิลปินคนนี้เป็นคนตาบอด แต่เล่น Acoustic Guitar
ได้อย่างยอดเยี่ยม ผมจึงเกิดความสนใจทันที จึงลองเปิดดูแล้วก็เลยสนใจ แล้วก็มานั่งแกะเพลงของเขาเล่น ก็เล่นได้ประมาณ 4-5 เพลง แต่แน่นอนครับ สำหรับ
อาชีพนักดนตรีกลางคืน นอกจากจะเล่นเพลงที่เราชอบแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ต้องเล่นเพลงที่คนอื่นชอบด้วย ผมก็
ต้องเล่นเพลงตามสมัยนิยม ก็ทั้งเพลงไทยและเพลงสากลสลับกันไปมา ตามแต่ความเหมาะสม ของแต่ละสถานที่นั้นๆ ดังนั้นที่วงเราก็จะมีความหลากหลายเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม Style ของเราก็จะเป็น Acoustic/Folk อีกอย่างสำหรับผมก็คือ ชอบที่จะนำเอาเพลงต่างๆ มาทำใหม่

ให้เป็นแนวที่ผมต้องการ คือ มันเกิดจากความคิดที่เกิดจากความเบื่อก่อน คือเบื่อที่จะต้องเล่นในแบบต้นฉบับ สำหรับนักดนตรีกลางคืนเนี่ย ผมเชื่อว่าจะต้องผ่านจุดนี้มาด้วยกันทั้งนั้น คืออารมณ์เบื่อเพลงที่ต้องถูกขอให้ร้องหรือเพลงที่ต้องเล่นบ่อยๆ ดังนั้นพอเบื่อก็เลยเล่นให้มันต่างออกไปจากต้นฉบับ ส่วนบางครั้งก็ไม่ได้เบื่อ แต่เกิดอารมณ์อยากจะเล่นสนุกกับเพลง ก็ทดลองมาปรับรูปแบบให้ต่างไปจากต้นฉบับ ให้มาเป็นรูปแบบของเรา อย่างเช่นเพลงของ พลพล ที่ชื่อเพลง “แค่มี” ผมก็จะนำมาปรับเปลี่ยนรูปแบบของการ Picking ให้เป็นรูปแบบของการ Picking ใน Style ของ
Paul Simon หรืออย่างเพลง Leaving on a jet plane ของ John Denver ผมก็จะเปลี่ยนให้มีจังหวะเร็วมากขึ้นมาหน่อย Original เขา Picking
ผมก็เปลี่ยนมาเป็นวิธีการ
Rhythm แทน และยังมีอีกหลายเพลงทั้งเพลงไทย และสากล อย่างเช่นเพลง ที่ว่าง ของ Pause , คืนจันทน์ ของ Loso
, อย่างเพลงสากล
ก็มี I will survive, Wonderful tonight, Hotel California, The one your love เป็นต้น และก็มีอีกหลายๆ เพลง ซึ่งก็จะมีเพลงที่ทำออกมาแล้วรู้สึกชอบ แต่บางเพลงก็รู้สึกไม่ชอบ เพลงไหนที่ไม่ชอบก็จะไม่เล่นอีก แต่บางเพลงเล่นแล้วเราชอบ ทีมเราชอบ ใครๆ ฟังแล้วก็ชอบ ผมก็จะเล่นมันบ่อยๆ แล้วก็จะกลายเป็นเพลงใน Style ของเราไป เรียกว่าเอามาใช้ในโอกาสต่างๆ ได้บ่อยๆ  

Acousticthai :  มีศิลปินวงใดบ้างครับ ที่รู้สึกว่าเวลาที่จะต้องแกะเพลงของเขาเพื่อที่จะนำมาเล่น มีความยากลำบาก

เขี้ยว : ก็แทบทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น CSN, The Eagles, Simon & Garfunkel และอื่นๆ แต่อย่าง CSN ต้องบอกว่ายากมากๆ ทั้งเสียงประสานและภาคดนตรี อย่างเช่นเพลง Déjà vu, Suite Judy Blue Eyes เป็นต้น หรืออย่าง The Eagles ก็เช่นเพลง New kid in town เป็นต้น Paul Simon เนี่ย ต้องเล่น Picking ให้แข็งแรง ไม่งั้นไปไม่รอดแน่ๆ  

Acousticthai :  เวลาพักผ่อนในการฟังเพลง ส่วนใหญ่จะเปิดฟังเพลงของศิลปินใด

เขี้ยว : ก็หลากหลายครับ America, Crosby Still Nash, Simon & Garfunkel, The Eagles, Eric Clapton หรือเพลง Pop รุ่นใหม่ๆ ก้อมีครับ และก็แนวดนตรีที่เป็น Blue อย่างเช่น BB KING ก็ชอบครับ บางครั้งอยากจะฟังบรรเลงก็ฟัง Doc Watson เป็นต้น  

Acousticthai :  ในฐานะที่มีประสบการณ์มาก่อน ถ้าจะแนะนำเพื่อนๆ และน้องๆ รุ่นใหม่ๆ ที่มีความสนใจ และอยากจะลองเล่นดนตรีในแนวนี้บ้าง อยากจะแนะนำอะไร

เขี้ยว : อย่างแรกเลย - ก็คือ ต้องฟังให้มากๆ ครับ สอง - ต้องขยันฝึก สำหรับผมแนวดนตรีแบบ Acoustic/Folk  ทั้งการ Rhythm และการ Picking ต้องแข็งแรงครับ ต้องไม่ลืมว่าเรามีเพลง 3 ชิ้น ทุกอย่างมันชัด ถ้าผิดก็ฟังออกว่าผิด สาม - ก็ต้องพยายามเข้าหารุ่นพี่ๆ ที่มีประสบการณ์มาก่อน เพื่อจะได้รับคำแนะนำ แต่ก็ต้องเลือกคบหากับคนที่ดี และมีความจริงใจนะครับ ถ้าเขาเป็นคนดี มีความจริงใจ เราก็จะได้รับสิ่งดีๆ จากเขาก็จะเป็นประโยชน์ที่ดีกับเรามากๆ ครับ ข้อสุดท้าย - ต้องรู้จักฟังเมื่อมีคนทักครับ เช่น

เขาบอกว่า ตรงนี้มันยังไม่ใช่ มันยังผิด หรือมันยังไม่สมบูรณ์ เราก็ต้องกลับมานั่งทบทวน วิเคราะห์ดูว่าจริงไหม? อย่าหัวแข็ง อย่าดื้อ อย่ามั่นใจจนไม่ฟังเสียงใครๆ เลย อย่ามั่นใจเกินไปว่า เราแกะ เราเล่นออกมาดีแล้ว จะไม่ฟังใครทักเลย คือเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ผมว่ามันเป็นการไม่ถูกต้อง หากเราไม่รับฟังเสียงจากภายนอกบ้าง เราก็จะไม่มีวันที่จะได้อะไรๆ ใหม่ๆ เข้ามา “เราต้องรับฟังและทบทวนต่อคำติชม” ครับ สำหรับผมก็จะมีหลักๆ ประมาณนี้ล่ะครับ ที่เป็นหลักในการคิด ในการทำงานของผม

Acousticthai :  ปัจจุบันเล่นดนตรีอยู่ที่ไหนบ้างครับ

เขี้ยว : ก็จะมีที่ร้าน Green Terrace, Pensuk Great Western, Retro, Hooters, ตะกูลกล้า, ใบเมี่ยง
 

สำหรับท่านที่ต้องการจะฟังเพลงในแนว Acoustic Style 3 ชิ้น ก็สามารถรับฟัง พบปะ พูดคุยกับเขี้ยว และเพื่อนๆของเขา บัง และลี้ (KBL Band) ได้ตามร้านดังที่ได้กล่าวมานะครับ หรือติดต่อทางเบอร์ของวง KBL หมายเลข 01-890-5482, 04-154-9572 และท่านยังสามารถ Download
เพลงที่พวกเขาทั้งสามได้เล่นไว้ให้กับทาง
เวปฯ ของเราได้ที่ Menu  Music download ครับ