Artists
 ชีวประวัติ บทสัมภาษณ์ และผลงานเพลง(Album)ของศิลปิน/นักดนตรีที่น่าสนใจ
 

ประวัติ และผลงานเพลง: คุยกับพี่ชัน มาโนช พุฒตาล


 
มาโนช พุฒตาล
บก. (ผู้จัดทำ) นิตยสารเกี่ยวกับดนตรี "บันเทิงคดี"
นักร้อง นักดนตรี นักจัดรายการดนตรีเพลงสากลทางโทรทัศน์ และปัจจุบันเป็นนักจัดรายวิทยุ รายการโทรทัศน์:
เที่ยงวันอาทิตย์ (2525-2527 ช่อง 5)
บันเทิงคดี (2527-2529 ช่อง 5, 2529-2539 ช่อง 11)
เกมเปิดโลก (ช่อง 3) 2534 โลกนี้ของใคร (2534 ช่อง 3)
นิตยสารบันเทิงคดี (2532-2539 ประมาณ 100 ฉบับ)

ผลงานเพลง:
ไตรภาค (2537) ร่วมกับ ดิ โอฬาร โปรเจ็ค และวง The Rain
ในทรรศนะของข้าพเจ้า (2539)
ชีวิตที่เจ็บปวดของคนป่วย (2549) ซิงเกิล+หนังสือ
อัพเดทอัลบั้มล่าสุดของ มาโนช พุฒตาล ชุด อยู่อยุธยา (2551)

“ผมไม่ใช่ดีเจ” มาโนช พุฒตาล จาก “เที่ยงวันอาทิตย์” สู่ “The Radio
“สวัสดีครับ ผม มาโนช พุฒตาล บุตรของนายเฉลียว
กับนางอำไพ”

หลายคนคงคุ้นกับเสียงทุ้ม ๆ นี้ทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 99.5 เมกะเฮิรตซ์ รายการเพลง The Radio “The Radio”
เริ่มออกอากาศตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๙ จุดเด่นของคลื่นนี้คือเปิดเพลงสากลร่วมสมัยทั้งป๊อป ร็อก แจ๊ซ ที่ได้รับการเลือกสรรแล้วว่าแต่ละเพลงนั้นโดนใจคนฟังแน่นอน เพราะฟังง่ายและไม่เอาใจตลาดจนเกินไป
แถมคลื่นวิทยุนี้ยังเป็นแหล่งชุมนุมของดีเจรุ่นเดอะที่คร่ำหวอดในวงการเพลงมานาน ไม่ว่าจะเป็น วิโรจน์ ควันธรรม เดือนเพ็ญ สีหรัตน์ ณัสรุจน์ แข็งแรง เป็นเลิศ หทัยเฑียร วาสนา วีระชาติพลี ฯลฯ
นักจัดรายการวิทยุมืออาชีพบวกกับความเป็นคลื่นเพลงสากลที่มีเอกลักษณ์ ภายใต้สโลแกนที่ว่า “สิ่งดี ๆ มีได้บนหน้าปัดวิทยุ”
ทำให้ปัจจุบัน The Radio 99.5 กลายเป็นคลื่นเพลงที่มีคนในกลุ่มวัยทำงานฟังมากที่สุดคลื่นหนึ่ง

พี่ซัน หรือ มาโนช พุฒตาล รับผิดชอบจัดรายการเพลงในช่วงเวลา ๘.๐๐-๑๑.๐๐ น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ รายการเพลงของเขาได้รับการโพสต์ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ ให้ลองมาฟังแล้วจะติดใจในลีลาการจัดรายการที่สอดแทรกแง่คิดง่าย ๆ แต่ไม่ธรรมดาของดีเจรุ่นใหญ่ผู้รุ่มรวยอารมณ์ขัน

 
อันที่จริงชื่อของ มาโนช พุฒตาล ไม่ใช่ชื่อใหม่ในวงการบันเทิงเลย
ย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน สมัยที่ยังเป็นหนุ่มเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย
มาโนชดังสุดขีดในฐานะพิธีกรรายการมิวสิกวิดีโอทางโทรทัศน์ ที่ปัจจุบัน
เรียกว่าวีเจ คนแรกๆ ของเมืองไทยจากรายการ “เที่ยงวันอาทิตย์”
รายการแรก ๆ ที่นำเอามิวสิกวิดีโอจากเมืองนอกมาเผยแพร่แก่ผู้ชม

มิวสิกวิดีโอของวง Pink Floyd ในชุด The Wall อันลือลั่น หรือซาวนด์แทร็ก
จากภาพยนตร์เรื่อง Chairots of Fire คนไทยได้ดื่มด่ำเป็นครั้งแรกก็ที่รายการนี้

พี่ซันยังเป็นนักจัดรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ อาทิ อาทิตย์ยิ้ม,
พระจันทร์แย้ม ฯลฯ ก่อตั้งนิตยสาร บันเทิงคดี นิตยสารดนตรีรายเดือนที่มีอายุยาวนานถึง ๘ ปี ก่อนจะปิดตัวเองลงด้วยพิษเศรษฐกิจในปี ๒๕๓๙
เป็นเจ้าของค่ายเพลงเล็กๆ ชื่อไมล์สโตน ผู้บุกเบิกงานเพลงแนวอินดี้ออกมาอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เป็นนักร้อง
นักแต่งเพลงที่แม้มีผลงานไม่มาก แต่ล้วนอยู่ในความทรงจำของบรรดาคอร็อกเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นชุด ไตรภาค และ ในทรรศนะของข้าพเจ้า

แต่ที่น่าสนใจคือ การกลับมาจัดรายการวิทยุในครั้งนี้ เขาถือว่าถูกที่ถูกทางและถูกเวลา เมื่อได้พบว่าตนเองสามารถเค้นเอาศักยภาพ
และประสบการณ์ทั้งหมดออกมาใช้ได้เต็มที่ สนุก มีความสุข และประสบความสำเร็จ ลองไปฟังทัศนะและชีวิตของดีเจหนุ่มใหญ่ผู้ไม่ยอม
ให้ใครเรียกว่าเป็นดีเจคนนี้

“คำว่าดีเจมักใช้กับคนที่เน้นเรื่องการเปิดเพลง ใช้เพลงเป็นอุปกรณ์ในการสร้างอารมณ์คนฟัง ให้คนอยากเต้น ให้คนสุข ให้คนเศร้า โดยใช้
เพลงเป็นสื่อ แต่สำหรับผม เพลงเป็นแค่เครื่องมือรอง เป้าหมายหลักคือการถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจโดยผ่านภาษาพูด
ผมจึงมักเรียกตัวเองว่าเป็นนักจัดรายการวิทยุ ผมอยากเป็นคนเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นเครื่องมือประกอบ”

ทำไมเวลาเปิดรายการทุกครั้งถึงต้องแนะนำตัวว่า “ผม มาโนช พุฒตาล บุตรของนายเฉลียว กับนางอำไพ”

เริ่มแรกผมได้ไอเดียมาจากหนัง บัญญัติ ๑๐ ประการ คือเวลามีคนถามโมเสสว่าท่านเป็นใคร โมเสสก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองนามสกุลอะไร
แต่จะบอกว่า ฉันคือโมเสส บุตรของอัมราม กับนางโยเคเบด ผมฟังแล้วรู้สึกว่าเท่ดี นี่เป็นเหตุผลแรก ประการที่สอง เวลาผมกลับไปบ้านนอก
ไปเจอญาติ ๆ ไปทักทายเขา สวัสดีคุณยาย คุณยายจำเราไม่ได้ก็จะถาม อ้าว แกใครล่ะ ถ้าผมบอก ฮาซัน พุฒตาล ไง เขาก็จะว่า ฮาซัน
พุฒตาล ไหนวะ แต่พอบอก ฮาซัน ลูกตาเหลียวกับยายหนับ เขาจะอ๋อ รู้ทันที คนต่างจังหวัดนี่บอกนามสกุลไม่รู้จักหรอก ต้องบอกว่าเป็น
ลูกเต้าเหล่าใคร ผมเลยคิดว่าวิธีแบบนี้น่าจะเอามาใช้แนะนำตัวเองในรายการวิทยุว่าเราเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มันฟังขำๆ ดี แล้วก็ชาวบ้านดีด้วย ประการสุดท้าย มันเหมือนเป็นการออกตัวว่าเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ไปทำความชั่วอะไร ไม่งั้นคนเขาจะด่าพ่อล่อแม่เราได้ ผมเพิ่งใช้วิธีนี้
เมื่อ ๕ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งก็ทำให้คนจำ และก็ถือว่าเป็นการสร้างคาแร็กเตอร์ที่ไม่เสแสร้งจนเกินไป อย่างบางคนพยายามสร้างคาแร็กเตอร์
แต่มันดูไม่จริงใจ แต่สำหรับผมมันมีที่มา มีเหตุผล

 
พี่ซันเติบโตมาในสังคมชนบท ลองเล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กให้ฟัง...

ผมเป็นชาวอยุธยา เกิดในครอบครัวมุสลิมในชุมชนมุสลิม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะ
ในอยุธยาก็มีคนมุสลิมอยู่เยอะ สุเหร่ากับวัดอยู่ติดกันทั่วทั้งจังหวัด บ้านผมอยู่ตลาดหัวแหลม อำเภอเมือง ในชุมชนที่คนพุทธ คริสต์ อิสลามอยู่ร่วมกัน

วัยเด็กผมเติบโตมาในสังคมชนบท ปู่ย่าตายายก็ชื่อธรรมดา ๆ อย่างตาขีด ตาเขียน
ตาป้าย ยายเยื้อน พ่อชื่อเฉลียว แม่ชื่ออำไพ คุณย่าเย็บแหขาย คุณปู่ก็ทอดแหหาปลาในแม่น้ำ ต่อมาถึงเปลี่ยนมาทำอาชีพถีบสามล้อรับจ้าง ส่วนพ่อผมก็ยังทำอาชีพเกี่ยวกับน้ำ ขับเรือโยง โยงเรือข้าวสาร โยงซุง จากนั้นก็ย้ายขึ้นบก ขับรถรับจ้าง
เพราะฉะนั้นผมจึงโตมาอย่างผูกพันกับแม่น้ำกับถนนไม่ต่างจากชีวิตเด็กชนบททั่วไป

ผมเรียนประถมจนจบ ม. ๘ ที่อยุธยา ชีวิตไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่ผมเป็นคนสนใจ
สิ่งรอบตัว ผมหัดเป็นไกด์ตั้งแต่เด็กเพราะอยากเก่งภาษาอังกฤษ อย่างเวลาขี่จักรยานไปโรงเรียน เจอคนต่างชาติเมื่อไรผมจะเดินเข้าไปหา พาเขาเที่ยวเลยนะ เพราะอยากสนทนาภาษาอังกฤษกับเขา โดยมั่นใจว่าเขาจะไม่ตกใจกลัวว่าถูกเราหลอกหรือเปล่า เพราะเราเป็นเด็ก สวมชุดนักเรียน พูดภาษาอังกฤษได้กระท่อนกระแท่น ดังนั้นเรา
ก็เลยได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากฝรั่งที่มาเที่ยวเยอะ ส่วนที่สนใจดนตรีเพราะบ้านอยู่ติดกับวงดนตรีรำวงชื่อวงยุทธนาภิรมย์ พี่ชายผมคนหนึ่งชื่อดำริเป็นสมาชิกในวงด้วย
เขาเล่นกีตาร์ เราก็ชอบกีตาร์มาตั้งแต่เด็ก ชอบเพลงฝรั่งตามพี่ ๆ เขา

ผมอาจจะเป็นเด็กเรียน ดูเป็นเด็กดีแต่ผมคบคนหลากหลาย ผมก็คบกับเด็กเก
เด็กที่มีเรื่องตีรันฟันแทง เด็กที่เล่นการพนัน เสพยาเสพติด เพียงแต่ผมไม่ใช่หัวโจกผมเป็นคนวิ่งตามเพื่อนมากกว่า ผมจะมีประสบการณ์ได้สัมผัสเรื่องพวกนี้อย่างใกล้ชิด
แต่อาจเป็นเพราะผมอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่อบรมกำลังดี คือเข้มงวดกำลังดี ปล่อยกำลังดี จึงทำให้ผมไม่ฝักใฝ่ไปลองยาเสพติด ไม่ไปตีรัน
ฟันแทงกับใครเพราะกลัวเจ็บด้วย ไม่ไปปล้นจี้ใคร แต่เพื่อนผมมีหมด ซึ่งข้อดีก็คือทำให้ผมได้เห็นชีวิตที่หลากหลาย ได้เห็นเพื่อนถูกยิงตาย มันทำให้เราคิดได้ว่า เออ ไม่คุ้มจริง ๆ ได้เห็นเพื่อนไปเที่ยวแล้วถูกตีจมูกหัก มันทำให้เราได้รู้จักเลือก ส่วนใหญ่ผมจะคบเพื่อนที่เป็นนักเลง
แต่ผมไม่เคยไปตีกับใคร ยังจำเหตุการณ์ที่ไปเที่ยวงานวัดแล้วเกิดเหตุตีกันได้ เพื่อน ๆ อุ้มผมหนีเลย คือเพื่อน ๆ จะเกรงใจพ่อแม่ผม
เขากลัวว่า เฮ้ย ถ้าไอ้ซันโดนตีเนี่ยมันกลับบ้านไม่ได้ พ่อแม่เฉ่งมันตายแน่ ผมก็เลยมีความผูกพันกับชีวิตแบบนี้อยู่เยอะ


 

มาโนชขณะสัมภาษณ์ Ian Gillan แห่งวง Deep Purple ที่ห้องส่ง ททบ. ๕ ในรายการ "เที่ยงวันอาทิตย์" ราวปี ๒๕๒๕

 
แล้วไปอยู่อเมริกาได้อย่างไร

อย่างที่บอกผมชอบภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วโรงเรียนต่างจังหวัดในสมัยนั้นจะมีครูอาสาสมัครจากอเมริกาที่เรียกว่าพวกพีซคอร์ (Peace Corperation) มาสอนปีละคน ผมก็มักเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมกับครูฝรั่งเพราะนักเรียนคนอื่นไม่ค่อยสนใจเขา ครูฝรั่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุไม่เกิน ๒๐ มาอยู่ต่างจังหวัดของเมืองไทย พอมีใครสักคนสนใจพูดคุยกับเขาก็เลยกลายเป็นเพื่อนกัน ผมพาเขาเที่ยว เขาก็พาผมเที่ยว ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวกัน วันหนึ่งเขาชวนให้ผมสอบชิงทุน AFS ไปอเมริกา ตอนนั้นคิดเพียงว่าอยากไปอยู่อเมริกา แล้วถ้ามีโอกาสได้
ไปเจอวง Grand Funk Railroad จะไปขออาศัยอยู่ด้วย เพราะตอนนั้นคลั่งไคล้วงนี้มาก อยากไปเป็นแบ็กอัปเป็นเด็กขนของ คือคิดสั้น ๆ แค่นั้น จนกระทั่งได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมชื่อ Fall River High School ในรัฐวิสคอนซิน เป็นรัฐเล็ก ๆ ทางตอนเหนืออยู่ติดแคนาดา เมืองที่ผมอยู่
ชื่อเมือง Fall River เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มีในแผนที่ด้วยซ้ำ พอเราไปอยู่ที่นั่นก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง หนึ่งคือเราไม่ได้อยู่กับครอบครัวของเราแล้วนะ ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของคนอื่น ไม่มีพี่ไม่มีพ่อของเราเองแล้ว ต้องสู้ชีวิตเองคนเดียว

แล้วจากความที่เคยคลั่งไคล้ฝรั่งก็กลายเป็นว่าเริ่มไม่ค่อยชอบหน้าฝรั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๒-๓ ครั้ง คือเพื่อนในโรงเรียนคนหนึ่งชื่อ เจมส์ เฮนดริกซ์ ชื่อเหมือน จิมมี่ เฮนดริกซ์ เลย (หมายถึง James Marshall Hendrix หรือ Jimi Hendrix นักร้องและมือกีตาร์ชาวอเมริกัน
ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก) แรก ๆ เขาเคยถามผมว่าเมืองไทยอยู่ที่ไหน แล้ววันหนึ่งอยู่ดี ๆ เขาเดินมาบอกว่าเดี๋ยวจะไปถล่มเขมร
คือช่วงนั้นตรงกับปี ค.ศ. ๑๙๗๕ เกิดเหตุเขมรยึดเรือของอเมริกา เพื่อนคนนี้เลยบอกว่าจะไปยึดเขมร ให้มันรู้เสียบ้างว่าประเทศเราเป็นมหาอำนาจ ผมก็แม่ง...ไอ้พวกนี้ดีแต่คุยเบ่ง ขนาดเมืองไทยยังหาไม่เจอเลยแล้วจะไปยึดเขมรได้ยังไง จากนั้นมาผมเลยเริ่มรู้สึกว่าฝรั่งแม่งขี้คุย
อวดเบ่ง เรามาจากประเทศเล็ก ๆ เรารู้เรื่องอเมริกาตั้งเยอะ แต่มันอยู่ในประเทศใหญ่ไม่รู้จักเรา รู้จักแต่เวียดนามเพราะทำสงครามกับเวียดนาม เราบอกว่าอยู่ไทยแลนด์ มันถามเราว่าอยู่ไต้หวันหรือ แล้วยังถามเราต่อว่า ขี่ช้างไปโรงเรียนหรือเปล่า ผมเลยเริ่มรู้สึกว่าฝรั่งมันชักไม่น่านับถือแล้ว คือฝรั่งโดยรวมไม่น่านับถือ แต่ฝรั่งที่เราคบเป็นเพื่อนสนิทรักใคร่กลมเกลียวและรู้สึกผูกพันจนถึงทุกวันนี้ก็มี เพียงแต่ความรู้สึกหลงใหลคลั่งไคล้ฝรั่งมาก ๆ ในตอนแรกมันหายไปเลย หลังจากนั้นนับวันผมก็เริ่มรู้สึกดีกับการเป็นคนอยุธยา คิดไว้ว่าต่อไปนี้เราจะบอกทุกคนว่าเราเป็นคนอยุธยา คือนับวันที่ผ่านไปในอเมริกาก็ยิ่งรู้สึกว่าอยุธยาเป็นบ้านเกิดที่น่าอยู่มาก ๆ แล้วก็มีความสุขด้วย


“สมัยก่อนเรารู้สึกหลงตัวเอง เราหลงเพลงฝรั่งแล้วเหยียด ๆ วงการเพลงเพื่อชีวิต เพราะรู้สึกว่า พวกนี้เล่นกีตาร์ไม่เก่ง เรียบเรียงดนตรีไม่เก่ง คอร์ดก็พื้น ๆ ตอนนั้นเรายังเข้าไม่ถึงความงดงามของภาษาไทยที่เขาใช้ในบทเพลง กว่าจะรู้สึกว่าเพลงเพื่อชีวิตมีดีก็เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมานี้เอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากไปขอโทษความรู้สึกตอนนั้น”


 
ทำไมถึงเลือกสอบเข้านิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

อันที่จริงตอนจบ ม. ๘ ผมเลือกสอบเข้าคณะวนศาสตร์ ม. เกษตรศาสตร์ เพราะชอบ
ปลูกต้นไม้ คือที่บ้านทำสวนครัวกันเองน่ะครับ ปลูกอ้อย กล้วย ฯลฯ แล้วพอเราปลูก
ผู้ใหญ่ก็ชอบแกล้งยอบ้างว่า ซันมันมือเย็น ปลูกแล้วต้นไม้ขึ้นงาม จะปลูกอะไรตรงไหน
ก็ต้องให้ผมไปกระทืบตรงนั้น ด้วยความเชื่อว่ากระทืบแล้วต้นไม้มันจะขึ้นดี จนผมหลงตัวเองว่าปลูกต้นไม้เก่ง ประกอบกับแนะแนวการศึกษาในต่างจังหวัดเวลานั้นก็ไม่ค่อยชัดเจน

ผมเข้าใจว่าคณะวนศาสตร์คือคณะเกี่ยวกับการเกษตร ผมเลยเลือกเอนทรานซ์คณะนี้
แต่ก็โชคดีที่ไม่ติด เพราะถ้าเอนฯ ติดคงต้องไปทำงานอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้อาจจะเป็น
เจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่ห้วยขาแข้งไปแล้วก็ได้ พอกลับจากอเมริกา ผมมีโอกาสได้ไตร่ตรองใหม่ว่า เราคงไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งพอจะไปทำสวนได้หรอก ทำงานสื่อมวลชนดีกว่า
เพราะตอนนั้นพี่ดำรง (ดำรง พุฒตาล) พี่ชายผมกำลังดังแล้วด้วย เห็นพี่เขาทำงานด้านนี้
ก็น่าสนุกดี แล้วตัวผมเองก็เคยเป็นโฆษกมาตั้งแต่เด็ก

ตอนอยู่ ป. ๕ ครูก็ให้เป็นโฆษกพากย์บอลในโรงเรียน โฆษกงานบันเทิงในโรงเรียน
เลยรู้สึกว่างานด้านนี้น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า ดังนั้นผมจึงสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และเลือกเรียนภาควิชาวิทยุ-โทรทัศน์

พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วสนใจกิจกรรมในด้านไหน
พอมาเรียนนิเทศฯ จุฬาฯ แล้วก็ทำกิจกรรมน้อยมากครับ ทำอยู่อย่างเดียวคือทำเรื่อง
ดนตรี ตั้งวงดนตรีต่อ ตั้งแต่สมัยที่กลับจากอเมริกาผมก็ตั้งวงดนตรีแล้ว ชื่อวง Snake Bite
ก๊อบปี้เพลงของพวก UFO, Wishbone Ash ที่สมัยนั้นบ้านเราไม่ฟัง คือพยายามเลือกเพลงที่คนเขาไม่ค่อยฟังกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เราคิดว่าเจ๋งไง
พยายามจะเล่นเพลง “The King Will Come”, “Thrown Down the Swords”
ของ Wishbone Ash ด้วย
ความที่เป็นเด็ก เราเข้าใจว่าการจะเล่นดนตรีต้องเลือกเล่นอะไรที่มันเก๋า ๆ คิดว่ามันเท่กว่า ซึ่งมันกลายเป็นผลเสียเพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครฟัง
ไม่มีใครชอบ แต่ตอนนั้นเรายิ่งรู้สึกหยิ่งทะนงมากขึ้นไปอีก ยิ่งได้ใจว่า เฮ้ย ! คนฟังฟังไม่เป็นโว้ย

แล้วในขณะที่พวกเราสนใจแต่เล่นดนตรี เป็นพวกเห็นแก่ตัว ไม่สนใจประชาชน เอาแต่สนุก บันเทิงกับดนตรีอย่างเดียว แต่เด็กนิเทศฯ ที่เรียน
ภาคหนังสือพิมพ์เขาจะสนใจความเคลื่อนไหวของบ้านเมือง สนใจเรื่องความเท่าเทียมในสังคม พอเกิดเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙
ผมเรียนอยู่ปี ๑ กำลังสอบวิชาชีววิทยา เขาก็ขึ้นมาตามให้ทุกคนผละจากห้องสอบ ลงไปรวมตัวกันที่ตึกจักรพงษ์เพื่อจะเดินเท้าไปธรรมศาสตร์ ผมก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แค่ว่าเฮ้ย ! ดี เลิกสอบ ด้วยความที่สำนึกทางการเมืองมีน้อย มีแต่สำนึกทางดนตรี ผมก็โทร...
นัดเพื่อนไปซ้อมดนตรีที่ซอยเสนา พอนึกย้อนกลับไปวันนั้นบางทีก็รู้สึกละอายใจอยู่เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วเพราะเราก็มีเส้นทางของเรา

ตอนนั้นรู้สึกตะขิดตะขวงใจเพราะเพื่อนชอบมาว่าว่านุ่งยีน ไว้ผมยาว แล้วทำไมไม่เข้าป่าบ้างล่ะ แต่มันก็ยากสำหรับผมเพราะผมผูกพันกับ
พ่อแม่นะ แล้วตอนนั้นผมอาศัยอยู่กับพี่ชาย เขาเป็นทหารอากาศและขวาจัดด้วย เขาเกลียดพวกนักศึกษา แถมยังสั่งผมว่าอย่าไปยุ่งกับพวกนี้นะ แต่เขาก็ห้ามอะไรเราไม่ได้ ตอนวงคาราวานมาเล่นคอนเสิร์ตที่หอประชุมจุฬาฯ ผมยังไปดู

 

เดินป่าห้วยขาแข้งกับลุงกาหลง (พรานนำทาง) และไอ้อู๊ด เพื่อนซี้

คิดว่าตัวเองเป็นคนหัวรุนแรงไหมครับ
คล้าย ๆ เกือบ ๆ จะเป็น แต่ก็ขี้ปอด ไม่กล้าชนหรอก เลี่ยงเอา จริง ๆ แล้วผมเป็นคนหัวอ่อนจะตาย สมัยเรียน ม. ๘ ที่อยุธยา ผมอยากไว้ผมยาวใจจะขาด พอไปอยู่อเมริกาก็รู้สึกว่านี่ดินแดนแห่งเสรีภาพ ทำไมจะไว้ผมยาวไม่ได้ แต่บังเอิญเราได้ไปอยู่กับครอบครัวที่เป็นคนหัวเก่า

เขาบอกไว้ว่าจะอยู่บ้านนี้ห้ามไว้ผมยาวนะ ผมก็อึดอัดใจอยู่วันสองวัน แล้วผมก็ได้พบว่า โอ้โฮ บ้านนี้น่าอยู่จะตาย ทุกคนนิสัยดีหมด ขอแค่ให้ไว้ผมสั้นจะเป็นไรไป ผมก็เลยคิดว่า เออ ไม่เห็นเป็นไรเลย พอกลับมากรุงเทพฯ ได้ไว้ผมยาวอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ทนตัวเองไม่ได้ หน้าเราไม่ให้ เพื่อนชอบเรียกว่าโก๋มาเลย์ โก๋แขก ก็เลยตัดผมสั้น พอทำงานสมัยแรก ๆ เราก็เป็นคนที่ไม่ไหว้ใครก่อนถ้าไม่มีการแนะนำหรือไม่รู้จักกัน ต่อให้เขาบอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ผมก็จะไม่ไหว้ เพราะรู้สึกว่าการยกมือไหว้คนคนหนึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าบังคับให้ไหว้จริง ๆ แต่ผมไม่ได้นับถือคนคนนั้น ผมจะไหว้แค่ ๙ นิ้ว (หัวเราะ) เก็บไว้นิ้วหนึ่ง เมื่อก่อนผมเป็นคนแบบนี้ พี่ดำรงต้องคอยสอนว่าเราคิดอย่างนั้นไม่ถูกนะ เขาเป็นผู้ใหญ่กว่า เราเป็นเด็กต้องเป็นฝ่ายไหว้ก่อน ซึ่งก็ใช้เวลานานมากกว่าผมจะกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน


ในบรรดาเพลงสากลทำไมถึงชอบเพลงร็อกที่สุด มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ
อาจจะเป็นเพราะว่าผมโตมากับยุคนั้นพอดี คือในยุค 60 ปลาย ๆ ผมเป็นหนุ่มพอดี มีเพลงแบบวง Grand Funk Railroad เรียกให้จำง่ายว่าวงแกงฟักสับปะรด มันก็ถูกหูถูกปากถูกรสนิยมพอดี แล้วอีกอย่างผมชอบเล่นกีตาร์ด้วย ร็อกกับกีตาร์มันต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้ ตอนนั้นผมชอบฟังเพลงฝรั่งจากพี่ชาย จากรายการวิทยุ แต่มาชอบฟังฮาร์ดร็อกเพราะ วิฑูรย์ วทัญญู เขาเป็นนักจัดรายการคลื่น 102.5 เมกะเฮิรตซ์ ชื่อรายการ “Top Teen Talent” มีชื่อภาษาไทยว่า “คึกคักยามบ่าย” เพลงฮาร์ดร็อกที่ดัง ๆ ในโลกนี้เขาจะสรรหามาให้เราฟังได้หมด ไม่ว่าของวง Deep Purple, Grand Funk Railroad ฯลฯ

ฟังแล้วผมก็ติดเลย วิฑูรย์ วทัญญู เป็นนักจัดรายการวิทยุที่มีสไตล์ดุดัน น้ำเสียงเร้าใจ มีการตั้งฉายาให้นักดนตรี ผมไม่ต้องการเลียนแบบสไตล์เขา แต่ก็ได้รสนิยมในการฟังเพลงมาจากเขา


ตอนฟังเพลงเพื่อชีวิตครั้งแรกรู้สึกอย่างไรครับ เพราะเรามาจากสายดนตรีร็อก
สมัยก่อนเราจะรู้สึกหลงตัวเอง เราหลงเพลงฝรั่งแล้วเหยียด ๆ วงการเพลงเพื่อชีวิต เพราะรู้สึกว่าพวกนี้เล่นดนตรีไม่เก่ง เล่นกีตาร์ไม่เก่ง
เรียบเรียงดนตรีไม่เก่ง คอร์ดก็พื้น ๆ ทำนองก็ก๊อบมา ยังไง ๆ เพลงฝรั่งก็เหนือกว่าอยู่แล้ว ตอนนั้นเรายังเข้าไม่ถึงภาษา คือยังไม่เห็นความงดงามของภาษาไทยที่เขาใช้ในบทเพลง ฉะนั้นก็จะไปดูด้วยความรู้สึกว่า ไปดูซิว่ามันเป็นยังไง เท่านั้นเอง ไม่ได้รู้สึกว่าเจ๋งอะไรเลย จนเราอายุมากขึ้น กว่าจะรู้สึกว่าเพลงเพื่อชีวิตมีดีก็เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมานี้เอง ทำให้รู้สึกว่าเมื่อก่อนเราแย่ ดูถูกคนอื่น ดูถูกวิธีคิดของคนอื่นเยอะเหมือนกัน โชคดีที่เรารู้สึกของเราฝ่ายเดียว ไม่ได้บอกออกไป ไม่ได้ไปก๋ากั่นอะไรกับเขา


 
อะไรที่ทำให้เปลี่ยนความคิดตรงนี้
ตอนหลังผมลองหัดแต่งเพลงเองบ้าง พอแต่งเพลงภาษาไทย คราวนี้รู้เลยว่า
เราทำอย่างเขาไม่ได้ หงา คาราวาน เขียนประโยคดี ๆ ไว้ตั้งหลายประโยค
ขณะที่คำสั้น ๆ แค่ 4-5 คำอย่าง “ใกล้ตาไกลตีน” เรายังไม่สามารถเขียนออกมาได้

เราทำได้ไม่เจ๋งอย่างเขา ก็เลยคิดได้ว่าที่ผ่านมาเรามันเด็ก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้
ก็อยากไปขอโทษความรู้สึกตอนนั้น หรืออย่างเรื่องดนตรี โตขึ้นมาก็เพิ่งรู้ว่า ชรัส เฟื่องอารมย์ ช่วงสมัยทำเพลงผีเสื้อ เขาทำออกมาละมุนละไมมาก คือช่วงนั้นแรกๆ รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับเพลงไทยไงครับ รู้สึกว่าเพลงไทยยังไงก็สู้ฝรั่งไม่ได้ แม้จะไม่ได้บูชาฝรั่งแล้วก็ตามแต่ก็ยังรู้สึกว่าเพลงฝรั่งเหนือกว่าอยู่ดี

จนกระทั่งลงมือทำเองเมื่อประมาณปี ๒๕๓๕-๒๕๓๖ ถึงได้รู้ว่าเพลงหลายเพลง
ที่เขาทำออกมามันดีจริง ๆ ตอนนั้นยังคิดแค่ว่าทำเพลงจะต้องเก๋า และดูถูกเพลงฮิต จนมาทำแล้วถึงได้รู้ว่าเพลงที่คนฮิตมันดีจริง ๆ เพลงที่ประสบความสำเร็จนั้นคนแต่งเขาเก่งจริง ๆ คิดได้ละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบ

“เพลงยุค ๗๐ คล้ายกับการนั่งขูดมะพร้าวด้วยมือ ตำน้ำพริกด้วยครก สาก น้ำพริก
มันก็ฉ่ำไปทั่ว ส่วนในยุค ๘๐ มีลักษณะเหมือนใช้เครื่องปั่นน้ำพริก พอมายุค ๙๐ นี่เป็นน้ำพริกสำเร็จรูปแล้ว รสชาติเข้มข้นจัดจ้านเหมือนกัน แต่ยุค ๗๐ มันเป็นรสชาติแท้ ๆ สัมผัสได้ถึงเบื้องลึกในความเป็นไปของบทเพลง”
 
สมัยเรียนมีความฝันอยากเป็นอะไร
ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีความฝันอยากเป็นนักดนตรีอาชีพครับ จากเดิมเป็นวงสมัครเล่น เล่นตามงานมหาวิทยาลัย ตอนหลังเปลี่ยนชื่อวง
เป็น Canned Can เลียนแบบมาจากชื่อวง Canned Heat เป็นวงอเมริกันที่ดังตอนงาน Woodstock ชื่อวงเขาแปลว่าความร้อนบรรจุกระป๋อง
แต่ของผมเป็นกระป๋องบรรจุกระป๋อง ผมตั้งใจอยากให้เป็นวงดนตรีอาชีพ เล่นตามไนต์คลับตามบาร์ เป็นวงดนตรีกลางคืน ช่วงนั้นยังไม่มีการทำธุรกิจเพลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก วงที่เริ่มอัดเสียงก็มีคาราบาว วงชาตรี วงเฟรชแอนด์สกินซึ่งเป็นวงใต้ดิน และไนท์สปอตก็เพิ่งตั้งเป็นค่ายเทป เราเลยยังไม่สนใจออกเทปเท่าไร แต่พอไปเล่นที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เพราะเราจะเล่นเพลงคนละแนวกับตลาดเลย อย่างไปเล่นที่
พัฒน์พงษ์ เขาอยากได้เพลงแดนซ์ เรากลับไปเล่นเพลงของ Allman Brothers Band, Lynyrd Skynyrd ซึ่งวงเราเล่นใช้ได้เลยนะ นักวิจารณ์
ยังชมเลย แต่ก็ไม่มีที่ไหนรับ แล้วพ่อแม่ก็ไม่สนับสนุนเพราะถ้าเป็นนักดนตรีต้องใช้ชีวิตกลางคืน ผมเป็นมุสลิมด้วย เขาก็กลัวว่าจะไป
สมะเลเทเมา ผิดหวังเหมือนกันครับ ในที่สุดก็ไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพอย่างที่ฝัน

เรียนจบแล้วทำงานอะไรเป็นครั้งแรก
จบแล้วผมไปทำงานด้านสื่อมวลชนกับบริษัท V.P.C. ซึ่งเป็นบริษัทแรก ๆ ในเมืองไทยที่ถ่ายทำรายการด้วยระบบวิดีโอ ก่อนหน้านั้นหนังโฆษณา รายการข่าวต่าง ๆ ในเมืองไทยจะถ่ายทำด้วยฟิล์ม แต่บริษัทวีพีซีเป็นรุ่นแรก ๆ ที่นำระบบวิดีโอมาใช้ ผมได้ทำงานที่นี่
ทำหน้าที่ตัดต่อภาพและเป็นช่างกล้องด้วย ตอนนั้นมีรายการละครของกันตนาชื่อ “๓๘ ซอย ๒“ แต่กันตนายังไม่มีสตูดิโอ เขาก็มาเช่าที่วีพีซี และรายการที่อยู่มายาวนานถึงทุกวันนี้คือรายการของหมอสุรพงษ์ อำพันวงศ์ พอทำอยู่วีพีซีสักพักพี่ดำรงก็มาชวนไปเป็นผู้ช่วยเขา
ตอนนั้นเขามีบริษัทแล้ว มีรายการดัง ๆ หลายรายการ เขาอยากให้ผมไปช่วยทำสคริปต์ทำคิวต่าง ๆ ผมก็เลยได้ไปเป็นลูกน้องพี่ดำรง รับหน้าที่เขียนบทรายการ “อาทิตย์ยิ้ม”, “พระจันทร์แย้ม”, “ครอบครัวบันเทิง”, “สุขสันต์วันเสาร์”

แล้วมาจัดรายการ “เที่ยงวันอาทิตย์” ที่ทำให้คนรู้จัก มาโนช พุฒตาล เป็นครั้งแรกได้อย่างไร
สมัยก่อนรายการโทรทัศน์ในเมืองไทยมันยังไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โต ไม่มีบริษัทเอกชนมาแย่งชิงช่วงเวลากันเหมือนสมัยนี้ สังเกตได้ว่าสมัยก่อนโฆษณาจะไม่เยอะอย่างสมัยนี้ แล้วเจ้าหน้าที่สถานีก็มีเวลาอยู่ในมือเยอะเลย อย่างเช่นช่างกล้องของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ มีรายการของ
ตัวเอง ๒ รายการ ช่างฉากมี ๓ รายการ ทุกคนมีรายการอยู่ในมือเต็มไปหมด รายการต่าง ๆ เหล่านี้จะจัดกันสด ๆ ที่สถานี เอากล้องมาตั้งกัน
ตรงนั้นเลย มีทั้งรายการเพลงลูกทุ่ง มีลิเกบ้าง ตอบคำถามบ้าง เท่าที่จะจัดกันได้ ตอนนั้นพี่ดำรงเองก็มีรายการอยู่ในมือเต็มไปหมด

แค่ช่อง ๕ ช่องเดียวมีทั้ง “สุขสันต์วันเสาร์”, “คู่สร้างคู่สม”, “อ่านมากรู้มาก”, “ครอบครัวบันเทิง” เพราะตอนนั้นค่าเช่าเวลาออกอากาศครึ่ง
ชั่วโมง ๗,๐๐๐ บาทซึ่งถือว่าถูกมาก พี่ดำรงก็บอกว่าเวลาเหลือเยอะ ทำไม่ไหว ขี้เกียจทำ เขาจะคืนเวลาให้ช่อง ๕ ผมก็เลยบอกพี่ดำรง
ขอผมสักครึ่งชั่วโมงสิ ผมอยากทำรายการเพลง คือผมมีโปรเจ็กต์ทำส่งอาจารย์ตอนจะจบนิเทศฯ จุฬาฯ ผมอยากเอาโปรเจ็กต์นั้นมาออก
โทรทัศน์จริง ๆ พี่ดำรงก็บอกเอาไปสิ ผมขอให้เขาช่วยค่าเวลาก่อนในช่วงแรก แล้วเขาก็วานพรรคพวกเพื่อนฝูงให้ช่วยมาลงโฆษณา
ที่พอจะเป็นค่าเวลาได้ ในที่สุดก็เกิดเป็นรายการ “เที่ยงวันอาทิตย์” ขึ้นมา ชื่อนี้พี่ดำรงตั้งให้เองเพราะมันออกอากาศตอนเที่ยงวันอาทิตย์
พอดี ตอนแรกผมยังไม่พอใจ รู้สึกว่าชื่อโคตรเชยเลย พี่ดำรงเขาชอบตั้งชื่อเกี่ยวกับวันต่าง ๆ น่ะ เช่น เสาร์สโมสร อาทิตย์ยิ้ม พระจันทร์แย้ม (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วผมก็ตั้งชื่อเอาไว้แล้วว่า “โม่หิน” ผมอยากเป็นอย่าง Rolling Stones แต่พี่ดำรงบอกน่าเกลียด เอาเที่ยงวันอาทิตย์นี่แหละ ฟังแล้วจะได้รู้เลยว่าออกอากาศวันไหนเวลาไหน

รูปแบบของรายการเที่ยงวันอาทิตย์เป็นอย่างไรครับ
เริ่มรายการครั้งแรกปี ๒๕๒๔ ช่วงแรกยังสะเปะสะปะอยู่เพราะเป็นรายการสด ต้องจัดในสตูดิโอ เราก็เชิญวง Royal Sprite มาเล่น เชิญ จุ๋มจิ๋ม
เข็มเล็ก ดาวตลกมาเป็นโฆษกร่วม แล้วก็มีสารคดีประกอบ เช่น ความเป็นมาของปกแผ่นเสียง ปกแนวคันทรี่ ปกแนวบลูส์ พอทำไปได้สักพัก
มีค่ายเทปอินเตอร์เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ อย่างค่ายโพลีแกรม เขาเห็นรายการเราแล้วก็มาเสนอว่าเขามีวัสดุอย่างหนึ่งเรียกว่า มิวสิกวิดีโอ
ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่ค่อยรู้จัก เข้าใจว่าเป็นภาพประกอบเพลง เขาก็เอาตัวอย่างมาให้ดู สมัยนั้นไม่ได้มาเป็นม้วนเล็ก ๆ อย่างนี้นะ แต่มาเป็นม้วนฟิล์มหมดเลย เพลงแรกที่เขาเอามาให้ชื่อเพลง “Do It, Or Die” ของ The Atlanta Rhythm Section ถึงกับต้องบินไปที่ฮ่องกง
แล้วเราต้องเอาไปที่ช่อง ๕ เพราะที่นั่นมีเครื่องเทเลซีน เครื่องตัดต่อวิดีโอขนาดเท่าตู้เย็น แปลงจากฟิล์มเป็นวิดีโอ ซึ่งเป็นความยุ่งยาก
และสิ้นเปลืองมากเพราะต้องจ่ายค่าแปลงสัญญาณแพง ช่วงแรก ๆ รายการเราก็เริ่มมีมิวสิกวิดีโอจากค่ายโพลีแกรมนี่แหละ คนแรก ๆ ที่เอามาให้คือพี่ประเสริฐ ธีรมโณ หรือก็คือคุณเป็นเลิศ หทัยเฑียร ซึ่งปัจจุบันเป็นดีเจในช่วง Jazz on the Radio คลื่นเดียวกัน คือรู้จักกันมาตั้งแต่สมัย
แกทำร้านแผ่นเสียงชื่อ Music Lover แล้วแกก็เป็นคนจัดคอนเสิร์ตฮาร์ดร็อกรุ่นแรก ๆ ในเมืองไทย

ขณะถ่ายทำรายการ “เกมเปิดโลก” ที่อียิปต์


รายการเที่ยงวันอาทิตย์เป็นรายการแรกที่นำมิวสิกวิดีโอมาฉายในเมืองไทยใช่ไหมครับ

ไม่ครับ ผมคิดว่ารายการแรกในเมืองไทยที่นำมิวสิกวิดีโอมาฉายน่าจะเป็นรายการ “ฮิตวันละเพลง” ออกอากาศช่วงค่ำ ๆ สนับสนุนโดยยาสีฟันใกล้ชิด มี วิทยา ศุภพรโอภาส เป็นคนลงเสียง มิวสิกวิดีโอเพลงแรกที่ออกอากาศแล้วฮิตมากคือเพลง “Bohemian Rhapsody” ของวง Queen แต่คำว่ามิวสิกวิดีโออาจจะถูกใช้เป็นครั้งแรกที่รายการเที่ยงวันอาทิตย์ เพราะว่ามิวสิกวิดีโอมันเกิดขึ้นราว ๆ ยุค 80 จากเอ็มทีวี และเป็นยุคที่รายการ “บันเทิงคดี” เกิดพอดีด้วย มิวสิกวิดีโอบางส่วนผมได้มาจากคุณเฮนรี่ ทรานส์ ผู้จัดการบริษัทหนังที่นำเรื่อง Tootsie เข้ามาฉาย แล้ว
แกอยากโปรโมตหนังเรื่องนี้ ก็เลยเอาเพลง “It Might Be You” ที่ Stephen Bishop ร้องประกอบในหนังมาให้ ตอนนั้นมิวสิกวิดีโอยังไม่มี
แต่เราก็เอาเพลงมาลงพร้อมตัดซีนในหนังมาใส่ กลายเป็นซาวนด์แทร็กที่เท่มาก คือรูปแบบรายการคล้ายๆ สมัยนี้ มีฉากแบ็กกราวนด์ เราทำหน้าที่แนะนำเพลง ผมอาจจะเป็นวีเจคนแรก ๆ ด้วยซ้ำ แต่รายการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรเพราะหาโฆษณายาก ถ้าเทียบกับรายการอย่าง “พลิกล็อก” หรือ “โลกดนตรี” นี่คนละระดับกันเลย เรตติ้งคนละเรื่อง แต่รายการเราจะดังในแวดวงคนรักเพลงสากลเพราะว่ามีอยู่รายการเดียว
ในเวลานั้น จำได้ว่าคนสนใจมากเมื่อนำมิวสิกวิดีโอชุด The Wall ของ Pink Floyd มาออกอากาศ ซึ่งผมนำเสนอด้วยใจรักมาก นิตยสาร บันเทิงคดี เราก็ทำฉบับ The Wall ด้วย รายการเพลงของผมเน้นให้ข้อมูลทางดนตรี ประวัติวงดนตรี แนวเพลงของแต่ละวง แต่ไม่เน้นแต่งตัว ผมจึง
เป็นโฆษกที่มอมแมม ไม่ทำผม ไม่แต่งหน้า เสื้อยับ ใส่รองเท้าแตะ ผมคิดว่ารายการผมเน้นให้ข้อมูล พูดให้ชัด ฟังรู้เรื่องก็ใช้ได้แล้ว
ไม่จำเป็นต้องทำผม แต่งหน้าซึ่งไม่ทำให้ผมหล่อขึ้นมา ตอนนั้นเป็นปัญหามากเพราะสถานีช่อง 5 เป็นของทหาร ออกรายการสักพักจะมีโทรศัพท์จากผู้ใหญ่เตือนว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ไม่ให้เกียรติคนดู แต่มาถึงปัจจุบันนักจัดรายการเพลงกลับแต่งตัวง่าย ๆ แบบผม

รายการเที่ยงวันอาทิตย์อยู่มาได้กี่ปีครับ
อยู่ได้แค่ 2 ปี พอเราทำรายการเที่ยงวันอาทิตย์ ช่วงนั้นวงการโทรทัศน์ก็เริ่มบูมทันทีเลย เพราะกระแสสังคมมันบูมพอดีด้วย
มันมาพร้อม ๆ กันหลายอย่าง ทั้งเทคโนโลยีดีขึ้น บริษัทโฆษณาเริ่มโตขึ้น ธุรกิจในเมืองไทยเริ่มเห็นความสำคัญของการโฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันก็เลยโตอย่างรวดเร็วมากในช่วงปี 2526-2527 คราวนี้รายการโทรทัศน์ก็เริ่มแย่งชิงเวลากันบ้างแล้ว ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่รายการเที่ยงวันอาทิตย์ดังก็เพราะโชคดีที่ออกอากาศตอนเที่ยงวันอาทิตย์ คือช่วงสิบเอ็ดโมงถึงเที่ยงเป็นรายการพลิกล็อกของเจเอสแอล ยุคนั้น ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นพิธีกร คุณไตรภพออกทีวีครั้งแรกในชีวิตก่อนผม 1 ชั่วโมง เพราะรายการเริ่มพร้อมกัน ปีเดียวกัน ต่อจาก
รายการเที่ยงวันอาทิตย์ก็เป็นรายการโลกดนตรี เพราะฉะนั้นรายการเราจะอยู่ตรงกลาง ใครดูพลิกล็อกก็เผลอมาดูเที่ยงวันอาทิตย์ต่อ
ใครอยากดูโลกดนตรีก็อาจได้ดูเที่ยงวันอาทิตย์ด้วย เรียกว่าจังหวะมันดี แต่ 2-3 ปีต่อมาก็มีการสับเปลี่ยนเวลาบ่อย เหมือนโยกย้ายทหารเลย รายการผมถูกย้ายไปอยู่วันเสาร์ห้าโมงเย็น มันเลยชื่อเที่ยงวันอาทิตย์อีกต่อไปไม่ได้ จะเปลี่ยนเป็น “ห้าโมงเย็นวันเสาร์” ก็เชยแล้ว ผมเลยเปลี่ยนชื่อเป็น “บันเทิงคดี” เริ่มรายการครั้งแรกปี 2527

รายการเที่ยงวันอาทิตย์ หากพูดถึงในแง่ธุรกิจไปได้ดีไหม
ช่วงแรกไปไม่ได้เลยครับ ช่วงแรกพี่ดำรงเป็นคนออกสตางค์ให้ทั้งหมด คือจ่ายค่าเวลา ค่าโสหุ้ย ค่าอะไรต่าง ๆ ให้ จนพี่ดำรงบอกว่า ซัน สตางค์ที่ฉันออกให้แกน่ะ รู้อย่างนี้ซื้อบ้านให้ยังจะดีเสียกว่า คือมันละลายหายไปในอากาศหมดเลยเพราะเราทำอยู่นาน ทั้งค่าเวลา ค่าจ้าง ค่าถ่ายทำรวมกันทุกเดือนก็ไม่ไหวเหมือนกัน พี่ดำรงเลยบอกถ้าอยากทำต่อผมต้องเปิดบริษัทเอง แล้วจ่ายตังค์ค่าเวลาเอง ไปหาสปอนเซอร์เอาเอง
ผมก็เลยตั้งบริษัทไมล์สโตนขึ้นด้วยเหตุนี้ เพื่อจะได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แล้วเช่าเวลาช่อง 5 ทำรายการบันเทิงคดี พอเรามาทำเอง
เราก็เริ่มดิ้นรนต่อสู้ รายการต้องเริ่มมีช่วง อย่างช่วงเป๊ปซี่ป๊อปสตาร์โปรไฟล์ เพื่อจะได้มีเป๊ปซี่มาเป็นโลโก้ เข้าสู่ช่วงฮอลล์ออฟเฟรม ก็เป็นภาพ
ลูกอมฮอลล์ เนื้อหาเป็นเรื่องการยกย่องศิลปิน ช่วงจัดอันดับเพลงก็เป็น SINGHA Auduience 10 คือเบียร์สิงห์สนับสนุน ๑๐ อันดับเพลง
ช่วง Kodak Theatre ก็เป็นซาวนด์แทร็กหนัง ทำอย่างนี้น่ะครับเลยมีโฆษณาเข้ามาประจำ กลายเป็นธุรกิจไปแล้วซึ่งก็ไปได้ดีพอสมควร
ทำให้ไมล์สโตนสามารถซื้อเวลาช่อง 3 ได้ ทำรายการ “เกมเปิดโลก” และรายการ “2534 โลกนี้ของใคร” เป็นรายการสิ่งแวดล้อม ตอนนั้นหลังจากการเสียชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร กระแสสิ่งแวดล้อมก็เริ่มบูมมาก มีรายการชื่อว่าโลกเต็มไปหมด เช่น “โลกสวยด้วยมือเรา”, “โลกเขียว” ฯลฯ ผมก็เลยเอาบ้าง ทีมงานมีกันอยู่ 3 คน ฝ่าดงลูกซองบุกเข้าไปสัมภาษณ์ลุงคำ บุตรศรี กลางป่าดงใหญ่ ตื่นเต้นดีเหมือนกัน ตอนนั้นผม
ยังพูดกับทีมงานคนหนึ่งเลยว่า “เอ (รุ่งโรจน์ จุกมงคล) เราต้องได้พูลิตเซอร์แน่เลย” คิดจะเปลี่ยนโลก ต่อสู้เพื่อคุณสืบ นาคะเสถียร
เพื่อสิ่งแวดล้อม ตอนนั้นไม่กลัวเลยนะ เข้าไปในพื้นที่มีทหารบอกว่า ไอ้คนผมยาวนั่น เดี๋ยวกูฆ่าทิ้งแม่งเลย ผมก็ยังรู้สึกว่า เฮ้ย
จะฆ่าเราได้ไงวะ แต่ภาพพวกนี้ไม่เคยได้ออกอากาศหรอก โดนเซ็นเซอร์ตลอด (หัวเราะ) ตอนไปทำเรื่องป่ายูคาลิปตัสกับเอ ไปสัมภาษณ์
ชาวบ้านว่ายูคามันทำให้วัวตาย น้ำเน่าอย่างไร แล้วก็ไปสัมภาษณ์ พล.ต.อ. ประทิน สันติประภพ อธิบดีกรมตำรวจเวลานั้นซึ่งเขาเองก็ลุยแหลกเหมือนกัน แต่พอมาถึงช่อง 5 โดนตัดทิ้ง ไม่ให้ออกอากาศ ตอนหลังรายการเราก็เลยเฟดลงมา กลายเป็นเที่ยวป่า ชงกาแฟกินหน้าเต็นท์
เริ่มไปแบบเรื่อยเปื่อย

 
ทำรายการบันเทิงคดีอยู่ได้กี่ปีครับ

จัดรายการมาสัก 2 ปี จนกระทั่งค่าเช่าเวลาทางโทรทัศน์ราคาสูงมาก จากค่า
เช่าเวลาแค่ ๗,๐๐๐ บาทเพิ่มขึ้นเป็นเหยียบแสน แล้วมาแย่งชิงกันรุนแรงสุด
ก็ตอนที่ ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล กับบริษัทแปซิฟิคฯ เข้ามาเทกโอเวอร์ช่วงเวลาจำนวนมากในช่อง 5 จึงมีการจัดสรรเวลากันใหม่ พอผมไม่ได้เวลาจากช่อง
ก็ไม่ได้ทำรายการบันเทิงคดีต่อ แต่ตอนนั้นบริษัทไมล์สโตนของเราทำนิตยสารกับเทปไปด้วยแล้ว และยังเหลือรายการเกมเปิดโลกที่ช่อง 3 ซึ่งทำแล้วได้กำไรเป็นเรื่องเป็นราว ตอนหลังมาทำรายการที่ช่อง 11 ก็ทำด้วยความสนุก ไม่มีธุรกิจ ช่องให้เวลาฟรี เราก็ส่งเทปให้เขาเฉย ๆ แต่ว่าไม่มีค่าโปรดักชันอะไร
“ผมมองว่ารายการวิทยุส่วนใหญ่ไม่เสนอข้อเท็จจริง แต่มักนำเสนอความเห็นส่วนตัวเสียมากกว่า ถ้าเป็นรายการประเภทข่าวก็มักจะเลือกข้าง
ฟังแล้วรู้เลยว่าคลื่นนี้เลือกข้างหนึ่ง อีกคลื่นก็เลือกอีกข้าง ถ้าเป็นรายการของกรมประชาสัมพันธ์จะนำเสนอเหมือนเป็นข่าวประชาสัมพันธ์
ส่วนถ้าเป็นรายการเพลง ผมมองว่าทุกวันนี้รายการเพลงบ้านเราค่อนข้างจืด เรียกได้ว่าแทบไม่มีครีเอทีฟไอเดียเลย”

รู้สึกอย่างไรเมื่อได้มาทำนิตยสารของตัวเองที่เป็นแนวดนตรีอย่างเข้มข้นจริงๆ
เริ่มทำนิตยสาร บันเทิงคดี ในปี ๒๕๓๒ ตอนแรกมันสวยหรูเพราะว่าเราขายคู่กับรายการทีวี คือซื้อสปอนเซอร์ทีวีแถมหนังสือ ซื้อสปอนเซอร์หนังสือแถมทีวี มันอยู่ด้วยกันได้ อีกอย่างรายการทีวีผมเสียเวลาหาข้อมูลเยอะมากจนสามารถออกอากาศได้ ๒ ชั่วโมง แต่ได้ออกอากาศจริง ๆ แค่ ๒๕ นาที ผมรู้สึกเสียดายข้อมูลเลยเอามาลงในนิตยสารด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยสนุก และได้เขียนคอลัมน์เองหลายคอลัมน์ บางคอลัมน์
ก็ใช้นามปากกา อย่างคอลัมน์ท่องเที่ยวผมก็ใช้ว่า “นาย Travelling Man” มีอะไรจะชมตัวเองก็ชมได้สบาย เช่น บ.ก. มาโนชช่างใจเด็ด เดินป่าอย่างนั้นอย่างนี้ การทำหนังสือเหมือนเราได้มีสถานะอะไรบางอย่างขึ้นมา จะไปทำมาหากินอย่างอื่นก็คล่อง จะไปขอความร่วมมืออะไรก็สะดวก กระทั่งเริ่มมีปัญหาตอนปี ๒๕๓๙ เมื่อเกิดวิกฤตค่าเงินบาท โฆษณาเริ่มหายาก ทิศทางของหนังสือก็ต้องเปลี่ยนเพราะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เกิดขึ้น เดิมเราตัดแปะหรือแปลจากหนังสือหัวนอกได้อย่างกับไปสัมภาษณ์ Eric Clapton มาเองเลย แต่ต่อมานิตยสารหัวนอกเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น เลยต้องเปลี่ยนมาทำแนวเพลงไทยเพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ หน้าปกเปลี่ยนเป็น ป๊อด โมเดิร์นด็อก แต่ก็ยังไปไม่รอด
ถ้าทำต่อคงลำบาก บางคนบอกว่าทำมาตั้ง ๗ ปีไม่อยากเลิก แต่ตัวผมไม่ค่อยรู้สึกผูกมัดอะไรกับมันนัก เลิกก็เลิก ในที่สุดทำได้ประมาณ
๑๐๐ ฉบับก็ต้องปิดตัวเองลงในปี ๒๕๓๙


พี่ซันเคยสัมภาษณ์วง Scorpions ด้วยใช่ไหม เล่าบรรยากาศให้ฟังหน่อย
ตอนนั้นผมไม่ได้ทำรายการบันเทิงคดีมานานแล้ว Warner Music ต้นสังกัดของ Scorpions เขามีโครงการทำแผ่นคอนเสิร์ตแสดงสดออกขาย
ชื่อชุด Acoustica วง Scorpions ต้องไปบันทึกการแสดงที่ลิสบอน โปรตุเกส เขาเลยชวนผมไปเป็นพิธีกรสัมภาษณ์ที่ลิสบอน แล้วรสนิยมการฟังเพลงของคนไทย ถ้าเป็นตลาดร็อกประมาณ Scorpions นี่คนไทยส่วนใหญ่ชอบ เพราะมันป๊อป มันหวาน เนื้อเพลงเข้าใจง่าย เขามาเล่นเมืองไทยหลายรอบ แล้วก็ประสบความสำเร็จทุกรอบด้วย ตอนนั้นจ้างมาเล่นที่เมืองไทยง่าย เพราะช่วงหลังๆ ที่เขาไม่ได้ดังระดับโลกแล้ว
ค่าตัว Scorpions ถูกลงอยู่ที่ ๓ หมื่นดอลลาร์ ขณะที่ Rolling Stones, Eagles ราว ๆ ล้านดอลลาร์ ผมยังเคยนั่งคำนวณเลยว่าพวกนี้ร้องเพลงประโยคหนึ่งประมาณ ๓ แสนบาทได้เพราะร้อง ๒๐ กว่าเพลงเอง Scorpions ไม่ใช่วงซูเปอร์สตาร์ระดับโลก คำว่าระดับโลกเรามักจะวัดกันที่ตลาดอเมริกา

Scorpions ไม่ได้ดังมากที่อเมริกา แต่เขาจะดังในญี่ปุ่น ยุโรป โปรตุเกส เขาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับท้องถิ่น และเขาคงรู้ว่าเราก็เป็นสาวกด้วย
เขาเลยวางใจที่จะพูดคุยกับเราอย่างเป็นกันเอง ตอนนั้นคุยกันเรื่องเมืองไทยเยอะ เขาบอกว่าอยากมาอยู่เมืองไทย โดยเฉพาะ Rudolf Schenker อยากมาอยู่ภูเก็ต อยากมีเมียไทย แต่ก็เข็ดเพราะน้องชายเขาได้เมียไทยแล้วโดนหญิงไทยปอกลอก ต้องขายห้องอัด
หอบลูกหนีไปเลย

 

อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้มาแต่งเพลงเอง

ผมว่ามันเป็นธรรมชาตินะ เหมือนคนที่เป็นนักฟุตบอลถึงวันหนึ่งก็อยากติดทีมชาติ แล้ววันหนึ่งก็คงอยากไปอยู่พรีเมียร์ลีกหรือกัลโช่
คนที่เล่นดนตรีอย่างจริงจัง ผมว่าถึงอย่างไรก็คงใฝ่ฝันอยากจะมีผลงาน เป็นของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเดิมทีมันอาจไม่มีโอกาส ไม่มีช่องทาง และไม่มีความมั่นใจพอที่จะทำ คนจำนวนหนึ่งเขามีความพยายามมุ่งมั่นจะทำก็ทำเลย ส่วนของผมนี่ไม่กล้ามานานกระทั่งมาทำรายการทีวี จนรู้สึกว่าตัวเองมีเครดิต ก็เลยฉวยโอกาสใช้เครดิตที่ตัวเองมีอยู่ทำเลยดีกว่า เพราะผมเชื่อว่าถ้าผมไม่ได้ทำรายการทีวีมาก่อน ไม่มีคนรู้จักมาก่อน แล้วมาทำเพลงอย่างที่ผมทำ ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำหรอก เพราะอย่างเพลง “ไตรภาค” ในชุดแรก ไตรภาค เป็นเพลงยาว ๒๔ นาทีนำเสนอเรื่องราว ถ้าอยู่ดี ๆ มาทำแนวนี้เลยคงไปไม่รอด ว่าไปแล้วมันก็เป็นรูปแบบวิธีการทำงานของผมเหมือนกัน คือรอจังหวะ แล้วค่อยทำ ทุกวันนี้ก็ค่อยๆ ทำเพลงใหม่อยู่ แต่ไม่รีบเร่ง ไม่ออกเป็นชุด จะออกทีละเพลง ล่าสุดที่กำลังทำเป็นเพลงเกี่ยวกับน้ำเปล่าแก้วหนึ่ง

การแต่งเพลงในยุคปัจจุบันต่างจากยุค ๗๐ ที่พี่ซันชอบมากๆ อย่างไร
คงต่างกันพอสมควร ผมมีความรู้สึกว่าเพลงยุค ๗๐ เขาเอนหลังแต่งสบาย ๆ ไม่เร่งรีบในการถ่ายทอดอะไร ๆ แต่พอแต่งออกมาแล้วคมคาย
ลึกซึ้ง แล้วคนฟังก็ต้องมีความตั้งใจในการฟัง ต้องให้เวลากับการฟัง เพื่อจะได้ค้นพบความหมายหรืออรรถรสที่เขาพยายามผสมผสานกันขึ้นมา ในขณะที่เพลงยุคหลังมาคล้าย ๆ จะมีความรวดเร็วกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า ผมก็เลยมองว่าเพลงรุ่นใหม่มันมีความเป็นวัฒนธรรมฟาสต์ฟูดมากกว่า ถ้าเปรียบเป็นอาหาร เพลงยุค ๗๐ คล้ายกับการนั่งขูดมะพร้าวด้วยมือ ตำน้ำพริกด้วยครก สาก น้ำพริกมันก็ฉ่ำไปทั่ว ขณะที่เพลงในยุค ๘๐
จะมีลักษณะเหมือนใช้เครื่องปั่นน้ำพริก พอมาในยุค ๙๐ นี่จะเป็นน้ำพริกสำเร็จรูปแล้ว ผมรู้สึกว่าน้ำพริกสำเร็จรูปก็สะดวกดี รวดเร็ว อร่อย
รสชาติเข้มข้นจัดจ้านอยู่เหมือนกัน เพราะมีการทดลองอะไรหลาย ๆ อย่าง มีการจดบันทึกกว่าจะมาเป็นสูตรน้ำพริก ขณะที่ยุค ๗๐ มันจะต้องค่อย ๆ ขูดมะพร้าว ค่อย ๆ ตำน้ำพริก เพราะฉะนั้นรสชาติก็อาจจะไม่จัดจ้านเหมือนอย่างน้ำพริกยุค ๙๐ แต่ว่ามันเป็นรสชาติแท้ ๆ ดั้งเดิม
รู้สึกว่าเราสัมผัสได้ถึงเบื้องลึกในความเป็นไปของบทเพลง


คิดว่าเพลงยุค ๗๐ กับยุค ๘๐ แตกต่างกันไหม อย่างไร
ต่างครับ เสียงต่างกันเยอะ เนื้อหาก็น่าจะต่างกันมาก ยุค ๗๐ ช่วงก่อนปี ค.ศ. ๑๙๗๕ มันดีมาก ๆ ในความรู้สึกผม เพราะหลังจากนั้นมันกลายเป็นเพลงแดนซ์ เพลงดิสโก้ เป็นเพลงเต้นรำเสียเยอะ เพลงที่ถูกใจผมคือช่วงปี ๑๙๖๔-๑๙๗๕ ตั้งแต่วง The Beatles ไล่มาจนถึงฮาร์ดร็อกอย่าง Cream แล้วก็พวกวงทางใต้อย่าง Allman Brothers Band วงฮิปปี้ ๆ อย่าง Grateful Death วงเซอร์ ๆ อย่าง Pink Floyd พอหลังจากนี้
พวกนี้ก็ดูตก ๆ ไป งานขายยาก ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะคนหันไปนิยมเพลงเต้นรำมากขึ้น จนกระทั่งยุค ๘๐ ก็เป็นเพลงสมัยใหม่
เป็น new music เป็นเสียงสังเคราะห์พวก synthesizer อย่างวง Pet Shop Boys ซึ่งผมก็ชอบฟังนะ แม้จะไม่ได้ชอบเพลงแนวนี้มากนัก

 
ในทัศนะของพี่ซัน เพลงป๊อปกับเพลงร็อกมีเส้นแบ่งตรงไหน

มันอาจจะไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน อย่างเพลงร็อกบางเพลงที่มันฮิตติดหูมาก ๆ ก็เรียกว่าเป็นเพลงป๊อปเหมือนกัน อาจจะเรียกว่าเป็นป๊อปร็อก แต่ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายกว่านั้น
ก็อาจจะบอกว่าป๊อปคือเพลงที่ฮิต ติดหู จำง่าย ท่วงทำนองไพเราะ สบาย ๆ ไม่รุนแรง
จนเกินไป หมายถึงน้ำหนักดนตรีและเนื้อหาไม่รุนแรงเกินไป ไม่มีเรื่องที่สะเทือนใจจนเกินไป ขณะที่ร็อก ดนตรีจะหนักกว่า ทำนองไม่รื่นหูเท่า แต่จังหวะ วิธีการเรียบเรียงผมว่าก็เหมือนกัน อย่างเพลงของ The Beatles บางเพลงก็เป็นร็อก แต่บางทีก็รู้สึกว่าเป็นป๊อป ผมเองก็ไม่มีคำจำกัดความอะไรชัดเจนเหมือนกัน บางทีก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าอันไหนเรียกว่าป๊อปเพราะบางทีมันคือเพลงร็อก อย่าง Coldplay นี่ในความรู้สึกผม
คือร็อกนะ หรือ Boyband เป็นป๊อป Travis เป็นร็อก เหล่านี้เป็นต้น

ในฐานะคนทำเพลง รู้สึกอย่างไรกับ Mp3

ผมเฉย ๆ เพราะว่าผมไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอะไรโดยตรง มันไม่ได้ทำให้ยอดขายเราตกเพราะยอดเราไม่เคยขึ้นอยู่แล้ว อย่างชุด ในทรรศนะของข้าพเจ้า ออกมาในยุคที่ไม่มี Mp3 ก็ขายได้ ๖-๗ หมื่นชุด ถ้าเทปเราขายได้เป็นแสนเป็นล้านม้วนก็คงจะโกรธ แต่เพราะเราไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นก็เลยไม่รู้สึกอะไร ไม่ค่อยกระทบกระเทือนเท่าไร แต่ผมเคยเจอว่าเพลงในชุดนี้ถูกเอาไปรวมอยู่ในชุดโปรเกรสสีฟร็อกของไทยใน Mp3 รวมกับวงตาวัน, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เขากรุ๊ปให้เสร็จเลย เพลงใหม่ที่ผมทำผมตั้งใจ
จะทำให้ดาวน์โหลดกันโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร เพราะตอนทำเพลง “ชีวิตที่เจ็บปวดของคนป่วย” ใช้เงินลงทุนทำแผ่นไป ๒ แสนบาท เงินที่ได้คืนมาก็ขาดทุนอยู่แล้ว
สู้ทำเสร็จแล้วเอาลงอินเทอร์เน็ตเลย มันก็ไม่ต้องมีค่าต้นทุน ๒ แสนที่ว่า ไม่ต้องขาด
ทุนด้วย แถมคนได้ฟังเยอะกว่าด้วย
ขณะแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับ อิทธิ พลางกูร ที่ลาน สวป. มหาวิทยาลัยรามคำแหง  

ผันตัวเองมาเป็นนักจัดรายการวิทยุได้อย่างไรครับ

จริง ๆ แล้วผมไม่เคยจัดรายการวิทยุเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน เคยจัดรายการครั้งแรกสมัยเรียนนิเทศฯ ประมาณปี ๒๕๒๐-๒๕๒๒ เป็นรายการ
ที่เน้นเปิดเพลงในแนวคันทรี่ร็อกตามความชอบส่วนตัว แรก ๆ จัดอยู่ที่กรีนเวฟบ้าง อาร์เอสซาวนด์บ้าง แล้วแต่ใครโทร. มาชวนก็ไปหมด แต่
ทุกคลื่นที่เคยจัดก็ไม่ได้มีรูปแบบอะไรชัดเจน และไม่ได้มีจุดดึงดูดคนฟังที่คมคาย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองจัดรายการค่อนข้างล้มเหลว
คือจัดไปก็เบื่อไปเอง แล้วคนฟังก็ไม่ได้สนใจด้วย จนกระทั่งมาจัดรายการที่คลื่น ๙๙.๕ นี้ จังหวะดีมากตรงที่ว่ารูปแบบเพลงที่พี่หมึก (วิโรจน์ ควันธรรม) เลือกไว้นั้นเป็นเพลงที่คนฟังจำนวนมากชอบ คือเป็นเพลงป๊อปที่ทีมงานเลือกสรรแล้วว่าไพเราะ ฟังง่าย ไม่ยากเกินไป แล้วก็ไม่เอาใจตลาดจนเกินไปด้วย

รายการเพลง “The Radio” คลื่น ๙๙.๕ ที่พี่ซันเข้ามาเป็นดีเจมีลักษณะอย่างไร

ลักษณะของรายการ คุณวิโรจน์ ควันธรรม เป็นคนกำหนดไว้แล้ว คือเป็นรายการเพลงป๊อปร่วมสมัยกับเพลงป๊อปฮิต ทันสมัยบ้าง เอาเพลงเก่า
มาผสมผสานบ้าง รูปแบบคือนำเสนอเพลงอย่างเดียว จะมีเพลงอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าเพลงในคอมพิวเตอร์ ตามกฎเราจะเปิดได้เฉพาะเพลงเหล่านี้เท่านั้น สลับสับเปลี่ยนไปตามอารมณ์ แล้วค่อยทยอยมีเพลงใหม่ใส่เข้ามาเรื่อย ๆ เดือนละ ๔-๕ เพลง เมื่อครั้งที่พี่หมึกชวนผมมาทำ
ผมก็บอกเขาว่าเพลงที่มีอยู่ในโปรแกรมของเขาไม่ค่อยถูกกับบุคลิกผม

คือผมจะชอบเพลงที่ออกไปในแนวร็อก อาจเป็นร็อกที่ฟังซับซ้อนบ้าง แรงไปบ้าง ดังไปบ้าง แต่รูปแบบรายการกำหนดมาแบบนี้แล้วผมก็เลย
ขอพี่หมึกปรับว่า แทนที่จะเป็นรายการเพลง ผมขอให้เป็นรายการนำเสนอแนวความคิดต่าง ๆ อันเกี่ยวกับวิถีชีวิต ความเป็นไปของทั้งอดีต
และปัจจุบัน จะได้หรือไม่ แรก ๆ พี่หมึกก็บอกว่าลองดู เพราะเขากลัวคนจะไม่อยากฟังเนื้อหาสาระอะไรแบบนี้ เนื่องจากรายการวิทยุประเภท
วิเคราะห์ข่าวมีเยอะแล้ว พอถึงเวลาจัดจริง ๆ ผมก็ทำแบบตลก ๆ จี้ ๆ มีเรื่องบ๊อง ๆ บ้า ๆ บอๆ ผสมกับเพลง ขณะเดียวกันก็สอดแทรกแนวความคิดส่วนตัวเข้าไปในนั้นด้วยจนออกมาเป็นแบบนี้

เพราะฉะนั้นรูปแบบของรายการ The Radio ช่วงแปดโมงถึงสิบเอ็ดโมงที่ผมจัดจึงเป็นช่วงที่มีลักษณะการคุยเยอะ ส่วนช่วงที่เหลือจะเน้นเปิดเพลงให้คนได้ฟัง อย่างเช่นผมพูดเรื่องน้ำ ผมอาจจะมีเพลง “Winter Long” ของ Strawbs ซึ่งไม่มีอยู่ในลิสต์เพลงเอามาผสมผสานไปด้วย
ซึ่งทางพี่หมึกก็ไม่ว่ากัน ทำไปทำมาผมพบว่าคนฟังจำนวนมากที่ฟังผม บอกว่าเพลงเนี่ยเขาพอจำได้แล้ว อาจเป็นเพราะได้ยินซ้ำ ๆ อยู่บ้าง
แต่อยากฟังเรื่องที่เราจะพูดมากกว่า ผมก็เลยตัดสินใจพูดเยอะ แล้วเปิดเพลงตามสมควร คือสุดท้ายมันพิสูจน์แล้วว่าคนฟังชอบการจัดรายการแบบนี้ และที่สำคัญคือผมสามารถนำเสนอได้อย่างอิสระมาก ด้วยสไตล์การพูดที่เป็นกันเอง ลูกทุ่ง ๆ หน่อย มึงว่าพาโวยได้บ้าง ซึ่งในชีวิตจริงผมก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าได้ทำอะไรตามสบายดี

 
ก่อนหน้าที่จัดรายการวิทยุที่คลื่นอื่น ๆ มีความคิดที่จะทำรูปแบบนี้หรือยัง
ไม่ได้คิดแบบนี้ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นคนเปิดเพลง เลยเปิดเพลงเป็นหลักแล้วเอาเรื่องมาประกอบเพลง แต่ตอนนี้นำเสนอเรื่องเป็นหลักแล้วเอาเพลงมาประกอบเรื่อง ที่สำคัญผมยังพบด้วยว่า เมื่อไม่มีภาพบางทีทำได้สนุกกว่าตอนที่มีภาพอีกนะ ถ้าจัดรายการทางทีวีผมคงบิ๊วอารมณ์คนฟังไม่ได้เท่านี้ แต่พอเป็นรายการวิทยุผมคิดว่าบางครั้งเฉพาะเสียงอย่างเดียวมันทำให้คนนึกภาพ อย่างเช่นผมเล่าเรื่องเล่นว่าว ถ้าเป็นรายการโทรทัศน์ ผมคงต้องใช้ทีมงานออกไปถ่ายทำ ขั้นตอนคงยุ่งยากมาก แต่พอเล่าด้วยปากอย่างเดียว ผมว่าคนฟังเขาคิดภาพตามไปได้ แล้วเห็นภาพในแบบที่เขาอยากเห็นด้วย บางทีผมก็เอากีตาร์มาเล่นด้วยให้มันเปลี่ยนบรรยากาศ ถึงจะไม่ละเมียดละไม ไม่เต็มเพลง เนื้อร้อง
ก็มั่ว ซึ่งผมก็บอกคนฟังว่าผมดำน้ำนะ แต่ก็ไม่มีใครตำหนิอะไร อย่าง “เออร์ลี่อินเดอะจิ๋วหวิว” กลายเป็นว่าคนฟังขำ เพราะมันเป็นเรื่องจริง คือ

สมัยยังเป็นเด็กบ้านนอกที่อยุธยา พวกเพลงฝรั่งต่างๆ เราจะร้องถูกตรงท่อนฮุกท่อนสร้อยแค่นั้น เช่นท่อนที่จะต้องร้องว่า “early in the evening” ก็ร้องเป็น “เออร์ลี่อินเดอะจิ๋วหวิว” หรืออย่างเพลง “It Never Rain in Southern California” ของ Albert Hammond ที่ขึ้นว่า “Got on Board”
ผมก็เอามาร้องเป็น “กะลองบอย” คนฟังเขาก็ขำ แต่ผมจะพยายามไม่ให้มันเป็นการลบหลู่หรือเหมือนดูถูกว่าคนชนบทนี่โง่ จริง ๆ แล้วอยาก
ทำออกมาให้ดูว่านี่แหละน่ารัก จริงใจ สัมผัสได้ และไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

ถ้าเทียบกับรายการเพลงคลื่นอื่นๆ ก็เปิดเพลงป๊อปกันอยู่แล้ว แล้วคลื่นนี้จะแตกต่างอย่างไร
คลื่นอื่นอาจจะเปิดเพลงวัยรุ่นจนเกินไป อย่างเช่น Metropolis ๑๐๗ ก็เอาใจวัยรุ่นมาก คลื่น Get ๑๐๒.๕ ก็ค่อนข้างป๊อป แต่ยังมีเพลงแรง ๆ
ที่เรียกอัลเทอร์ เพลงเด็กแนวอยู่บ้าง แต่ ๙๙.๕ The Radio จะพยายามไม่มีเพลงเด็กแนว เป็นเพลงป๊อปผู้ใหญ่ล้วน ๆ พอมันเป็นแบบนี้คลื่นของเราก็เลยได้กลุ่มคนฟังวัยประมาณ ๒๕-๓๕ ปี แต่คนที่ติดตามช่วงของผมส่วนใหญ่อายุเกินกว่านี้ทั้งนั้น

 
ในแต่ละวันมีการเตรียมตัวเป็นนักจัดรายการวิทยุอย่างไร

ก็นั่งคิดนอนคิด รำลึกถึงเรื่องเก่า ๆ บ้าง คือคิดอยู่ตลอด มีสมุดเล่มเล็ก ๆ เอาไว้จด อย่างถ้าพรุ่งนี้ออกอากาศ คืนนี้ผมก็จะต้องมานั่งเรียบเรียง คล้าย ๆ ทำเป็นเค้าโครงเรื่องคร่าว ๆ เออ ช่วงนี้ถ้าใส่เพลงนี้เข้าไปนะซึ้งแน่ ๆ พอจบปั๊บก็ตบด้วยคำคมนี้สักหน่อย แล้วผมก็มักจะเล่าเรื่องศาสนามาผสมบ้าง แต่อย่าให้ลึกซึ้งจนเกินไป เช่นก่อนจบรายการทุกครั้งผมจะบอกผู้ฟังว่า “วันนี้ต้องลาไปก่อนครับ พรุ่งนี้พบกันใหม่
ถ้าไม่ตาย” เพราะตามหลักของศาสนาอิสลามกล่าวไว้ว่า การบอกว่าพรุ่งนี้จะเจอกันน่ะมันเป็นไปไม่ได้ ใครจะรู้ว่าคุณอาจรถคว่ำตาย เมียป่วยเมื่อไรก็ได้ คือเราจะมีคำว่า “อินชา-อัลลอฮ์” แล้วแต่บัญชาของพระเจ้า แต่ถ้าผมพูดว่า “พรุ่งนี้พบกันนะครับ แล้วแต่บัญชาพระเจ้า”

คนฟังอาจจะคิดว่า แหม ไอ้นี่มุสลิมน่าดู ผมก็เลยใช้ว่า พรุ่งนี้เจอกันนะ ถ้าไม่ตายเสียก่อน มันฟังดูไทย ๆ ดี แล้วมันก็เสริมแง่คิดให้คนฟังด้วยว่าคนเราอย่าประมาทนะ เพราะเราอาจตายได้ทุกเมื่อ สมัยก่อนผมจะพูดเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยว่า การระลึกถึงความตายจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
ผมว่ามันลิเกไปหน่อย เยิ่นเย้อ สู้แบบจิ๊กโก๋ ๆ ไม่ได้ ความหมายมันก็อันเดียวกัน


ฟังรายการที่จัดแล้ว รู้สึกว่าพี่ซันสนใจศาสนาพุทธพอสมควร

สนใจครับ พ่อแม่ผมจะสอนอยู่เสมอว่า ในศาสนาเรามีคำสอนอยู่ว่า อยู่แผ่นดินไหนก็ต้องยึดมั่นในแผ่นดินนั้น ถ้ามีสงครามเราก็ต้องออกรบ
ตายเพื่อแผ่นดินนั้น มุสลิมอยุธยาเขาจะพูดกันแบบนี้นะครับ นอกจากนี้บ้านผมก็ล้อมด้วยวัด ตั้งอยู่ใกล้วัดโคก วัดตึกอยู่ใกล้ ๆ พระบิณฑบาตผ่านมาทุกเช้าจนคุ้นเคยกัน ยังทักท่านว่าหลวงพี่ จิบน้ำชาด้วยกันก่อน คือเรากับพระคุ้นเคยกัน แต่ก็เป็นความรู้เรื่องศาสนาในแบบชาวบ้าน ๆ พอโตขึ้นมาก็ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ รู้สึกว่าอ่านแล้วประเทืองปัญญาดี บ่อยครั้งผมก็พยายามเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าศาสนาอิสลามไม่ตอบปัญหาชีวิตนะครับ ศาสนาอิสลามตอบได้ครบถ้วนดีอยู่แล้วถ้าผมปฏิบัติตามร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่นี่ผมอยู่ในสังคมพุทธ มีหลายอย่างที่ผมปฏิบัติตามศาสนาร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ผมก็เลยนำศาสนาพุทธมาประยุกต์เพื่อทำให้ชีวิตไม่งุ่นง่าน เพราะเวลางุ่นง่านแล้วหาทางออกไม่ได้ บางทีเอาแบบนี้ช่วยบางทีเอาแบบนั้นช่วย เลยเหมือนว่าฝักใฝ่ในพุทธศาสนา อย่างตอนนี้ผมยังไปช่วยจัดคอนเสิร์ต ๑๐๑ ปีชาตกาลพุทธทาส ผมตั้งชื่อคอนเสิร์ตว่า “ตัวกูของกูมิวสิกเฟสติวัล” แล้วทางคณะกรรมการเห็นด้วย ก็เลยใช้ชื่อนี้

 
อาชีพดีเจในความหมายของพี่ซันเป็นอย่างไร

ผมจะไม่ยอมให้ใครมาเรียกว่าเป็นดีเจเพราะผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่ดีเจ
คำว่าดีเจผมเข้าใจว่ามักจะใช้กับคนที่เน้นเรื่องการเปิดเพลง แล้วก็ใช้เพลงเป็น
อุปกรณ์ในการสร้างอารมณ์คนฟัง ให้คนอยากเต้น ให้คนสุข ให้คนเศร้า ให้คน
ครื้นเครง โดยใช้เพลงเป็นสื่อ สำหรับผมเพลงเป็นแค่เครื่องมือรอง แต่เป้าหมายหลักของผมคือการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจโดยผ่านภาษาพูด ผมจึงมักเรียก
ตัวเองว่าเป็นนักจัดรายการวิทยุ

ผมอยากเป็นคนเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นเครื่องมือประกอบ ให้เขาได้ผ่อนคลายบ้าง ได้เคลิ้มบ้าง ได้ซึ้งบ้าง ยกตัวอย่างผมพูดถึงเรื่องเล่นว่าว ว่าวที่มันหายไปแล้ว

ผมก็เลือกเพลงที่สะท้อนถึงความรัก ว่ามันยังมีอยู่นะ แต่ของบางอย่างมันหายไปโดยใช้เพลงเป็นเครื่องมือสื่อออกมา นักจัดรายการวิทยุก็เหมือนคนสร้างหนัง พอสร้างคาแร็กเตอร์ตัวละครแล้ว สร้างบทสนทนาแล้ว ถึงจังหวะหนึ่งหยุดการสนทนา
นั้น แล้วปล่อยเพลงเพราะ ๆ ที่ออกแบบมาพอดี มันก็ยิ่งทำให้คนดูอินกับเรื่องราว
ผมจึงถือว่าผมใช้เพลงเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังให้มาฟังเนื้อเรื่องที่นำเสนอ
 
พี่ซันมองรายการวิทยุบ้านเราเป็นอย่างไร ในแง่ของการให้ข้อมูลข่าวสาร

ผมมองว่ารายการวิทยุส่วนใหญ่ไม่เสนอข้อเท็จจริง แต่มักจะนำเสนอความเห็นส่วนตัวเสียมากกว่า ถ้าเป็นรายการประเภทข่าวก็มักจะเลือกข้าง คือฟังแล้วรู้เลยว่าคลื่นนี้เลือกข้างหนึ่งอีกคลื่นก็เลือกอีกข้าง ถ้าเป็นรายการของกรมประชาสัมพันธ์จะนำเสนอเหมือนเป็นข่าวประชาสัมพันธ์มากกว่า คือมันแบน ไม่รอบด้าน ไม่มีมิติ ส่วนถ้าเป็นรายการเพลง ผมมองว่ารายการเพลงบ้านเราทุกวันนี้ค่อนข้างจืด นำเสนอค่อนข้างจะตื้น ๆ เรียกได้ว่าแทบไม่มีครีเอทีฟไอเดียเลย เหมือนเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ตอบสนองบริษัทโฆษณา ว่าจะคิดเกมหรือลูกเล่นอะไรดีเพื่อจะโฆษณาสินค้าได้ ครีเอทีฟก็เพียงนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่จะช่วยให้คนฟังสนุกไปด้วยได้ แต่เขาสร้างสรรค์เพียงแค่หาช่องทางว่า
จะใส่สินค้าไว้ตรงไหน ผมว่ารายการวิทยุส่วนใหญ่ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างนี้หมด อย่างการคิดจิงเกิล รายการวิทยุส่วนใหญ่มีความคิดว่าต้องทำให้มันโครมคราม หวือหวา จี๊ดจ๊าดอยู่ตลอดเวลา แต่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้ ผมว่ามันน่าจะเสนออะไรที่เป็นเนื้อ ๆ ด้วยความเชื่อว่าสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ หรือสื่ออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นของที่ใช้สตางค์ทำและมีเวลาจำกัด จึงน่าจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ให้คุ้มค่าจริง ๆ ถ้าเนื้อมันแน่นไปก็ค่อยคิดหาอะไรมาผ่อนคลาย ทุกวันนี้เวลาผมเปิดเอ็มทีวี ผมจะรำคาญมาก รำคาญสปอตคั่นโฆษณาต่าง ๆ ไตเติลต่าง ๆ ที่มันเล่นตลอดเวลา เวียนหัวปวดตา แล้วมันก็ไม่ได้พาเนื้อหาไปไหนด้วย


ทุกวันนี้รายการเพลงชอบเร่งความรู้สึกและอารมณ์คนฟังตลอดเวลา เป็นเพราะอะไรครับ

เขารับมาจากฝรั่งนะผมว่า เขาคงเชื่อว่าฝรั่งทำแบบนี้เพราะฉะนั้นมันก็คงจะดีจริง ดึงดูดคนได้จริง ซึ่งมันก็ดึงดูดได้จริงด้วย แต่เป็นแบบติดลบ
ไม่สร้างสรรค์ มันคล้าย ๆ ตอกย้ำสปอตโฆษณา รายการวิทยุทุกวันนี้ก็ได้รับแรงจูงใจมาจากตลาด จากบริษัทโฆษณา ว่าต้องเปิดเพลงอย่างนี้ รายการเพลงบางช่วงถึงไม่ต้องการดีเจ ช่วงหนึ่งมีสโลแกนออกมาว่า “more music less talk” เพลงเยอะ ๆ พูดน้อย ๆ หรือมีการแข่งกันว่าคลื่นนี้เปิดเพลง ๕๐ นาที คลื่นนั้น ๓๐ นาทีติดต่อกันโดยไม่มีดีเจคั่นเลย


ในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งมองวิชาชีพนี้อย่างไร

ผมวิจารณ์ได้ลำบากเพราะไม่ได้ติดตามใครเป็นพิเศษ แต่ถ้าจะให้วิจารณ์ทั่ว ๆ ไป ผมมองว่าหน้าที่สื่อมวลชนคือการนำเสนอสารที่ตัวเองควรกระจายออกไปยังมวลชน แต่ว่าคนที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันนี้กลับไม่ได้ทำหน้าที่นำสารเผยแพร่ออกไป ส่วนใหญ่จะนำเสนอว่าเราจะขายอะไร จะโฆษณาอะไร สมมุติรายการเกมโชว์ก็จะทำทุกอย่างเพื่อขายสินค้า ถ้าเป็นรายการเพลงก็ทำทุกอย่างเพื่อจะขายเพลง ซึ่งผมว่ามันทำให้คุณลืมหน้าที่ของสื่อมวลชน คือหน้าที่ของสื่อมวลชนควรจะมองไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสภาพสังคม เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ เรื่องความเท่าเทียม เรื่องความยุติธรรม เผยแพร่ออกไปให้คนได้รับรู้สารเหล่านี้ แต่ผมรู้สึกว่าบ่อยครั้งมันถูกห้ามไม่ให้ทำเรื่องทำนองนี้ อย่างคลื่นที่ผมจัดรายการอยู่จะมีป้ายติดเอาไว้ว่า ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมืองทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ เพราะเป็นคลื่นของทหาร
ผมเองก็ไม่ต้องการละเมิดกติกาของคลื่น แต่สุดท้ายผมก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่องบางเรื่องโดยการทำให้มันตลกซะ เช่นเราฟังข่าวเรื่องรัฐบาลไม่ยอมพิจารณาออกกฎหมายปกป้องร้านโชห่วย ถ้าผมอยากจะนำเสนอเรื่องนี้
ผมก็จะเล่าเรื่องร้านโชห่วยในอดีตที่ผมพบตอนเด็ก ๆ ว่ามันผูกพันกับชุมชนยังไง มันจะมีเรื่องราวอะไรขำ ๆ ตลอด ขณะที่ปัจจุบัน ร้านสมัยใหม่อย่างเซเว่นอีเลฟเว่นหรือโลตัสมีตรงไหนเป็นข้อไม่ดี เราก็เอามาเล่าแบบขำ ๆ ผมก็นำสิ่งเหล่านี้มาเสนอ แต่ประเด็นคือต้องการวิพากษ์วิจารณ์

ผมเลือกที่จะวิจารณ์โดยทำให้มันตลกขำ ๆ เสีย แล้วก็เอาเพลงมาทำหน้าที่สร้างความไพเราะ ผ่อนคลายอารมณ์ แต่สุดท้ายแล้วผมก็เล่าเรื่อง
เหล่านี้เป็นหลัก อย่างวันนี้ผมนำเรื่องเด็กติดเกมมาพูด ผมก็ทำให้มันเป็นเรื่องตลกเพื่อบอกว่าคนเรามันผูกพันกับตัวเลข เช่นผมจะเล่าเรื่องตลกว่าผู้ชายไปตีกะหรี่ แข่งกันว่าใครจะยิงประตูได้มากกว่ากัน
คือคนเรามักจะเอาชนะกันให้ได้ด้วยตัวเลข แล้วก็ถามว่าเราโทษเด็กติดเกมเพราะอะไร เพราะผู้ใหญ่เองไม่ใช่หรือที่เป็นคนสร้างตัวเลขเหล่านั้นขึ้นมา ถ้าเราจะแก้ไขก็ยากที่จะไปแก้ที่ตัวเกม มันต้องแก้โดยการให้พ่อแม่นั่นแหละต้องดึงลูกออกไปให้ได้ด้วยวิธีการอะไรก็ตาม จะบังคับก็ได้แต่ไม่ใช่ว่าสั่งไม่ให้เขาเล่นเกม แล้วตัวเองก็อยู่อีกห้องหนึ่งปล่อยเขาไว้ลำพัง เมื่อเขาไม่มีอะไรทำเขาก็ต้องกลับมาหาเกมอยู่ดี แต่ถ้าพ่อแม่ชวนลูกออกไปตีปิงปอง ไปแคมป์ปิงกัน ผมว่ามันก็อาจจะดึงเขาได้ ประเด็นก็คือว่าเราจะยึดสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ ของชีวิตหรือไม่
บางคนบอกว่าไม่ได้ ถ้าเราทิ้งงานเราก็จะไม่มีเงินมาเลี้ยงลูก

แต่ถ้าลองคิดว่ายอมทิ้งงานแล้วไปกับลูกก่อน ซึ่งอาจจะเสียงาน แต่เมื่อบวกลบคูณหารแล้วบางทีเราได้กำไรกว่า ผมพยายามใช้วิธีแบบนี้
ไม่ว่าจะเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสังคม เรื่องวิถีชีวิต ผมพยายามพูดให้มันมีทั้งอดีต แต่ไม่ได้พูดว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน จะพูดว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้ ทั้งอดีตหรือปัจจุบันมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย สุดท้ายคือเดินสายกลาง
ในความเห็นของพี่ คิดว่าคนไทยเป็นอย่างไร

จากชีวิตจริงที่สัมผัส ไม่ใช่ในฐานะนักจัดรายการวิทยุนะ ตอบได้ว่าคนไทยเอาสนุกเข้าว่า รักสนุก รักความสบาย คือคนเราก็มักจะรักสนุกรักสบายอยู่แล้ว แต่ผมว่าคนไทยไม่น่าจะสนุกได้ขนาดนี้แล้ว อาจจะบอกว่ามากเกินไป
ก็ได้ คือเราสนุกได้เต็มที่อยู่แล้วถ้าเราพร้อม ทรัพยากรพร้อม
แต่ตอนนี้ทรัพยากรไม่พร้อม เรากลับทำตัวสนุกเกินทรัพยากรที่มีอยู่
ยกตัวอย่างเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ก็ได้ ในขณะที่ข่าวรายงานว่าอ่างเก็บน้ำ
ทับเสลาที่ห้วยขาแข้งเหลือน้ำแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่พอใช้แน่ อีก ๓-๔ แห่งก็เหมือนกัน แต่ก็มีสปอตของ ททท. ออกมาว่า เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์
 
เราจะเล่นน้ำกันอย่างชุ่มฉ่ำทั่วประเทศ เราอยากจะสนุกกัน แต่สนุกเกินกว่าน้ำที่เรามีอยู่ ผมว่ามัน ถึงเวลาแล้วไม่ใช่หรือที่จะออกมาบอกว่า สงกรานต์ปีนี้จะต้องไม่ใช้น้ำมากเพราะน้ำไม่พอใช้แล้ว ซึ่งมันก็ต้องช่วยกันทุกหน่วย เพราะขณะที่กรมชลประทานออกมาแจ้งว่าน้ำไม่พอ
แต่ ททท. กลับบอกให้เล่นน้ำกันให้เต็มที่ ถึงขั้นมีสปอตเลยว่าจะผลักดันให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งผมกลับเห็นว่านี่ไม่ใช่เวลา
ที่คนไทยจะสนุกกันได้ขนาดนั้นแล้ว ทรัพยากรเรามีน้อย แต่เรากลับใช้กันเยอะเกินไป ใช้แบบที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะมีใช้ในอนาคตหรือไม่

ในฐานะคนไทยคนหนึ่งมองการเมืองทุกวันนี้อย่างไร

ทุกวันนี้เชื่อถือไม่ได้เลย การเมืองไทยเป็นเรื่องดำมืด ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีแต่การแสดงเต็มไปหมด ผมรู้สึกว่าเราอยู่ในสังคมที่ไม่มีความจริงให้สัมผัสถึงได้เลย ความจริงที่คิดไว้เปิดไปเจอแต่ของปลอม ที่คิดว่าจะเปิดไปเจอแก่นของความจริงแทบไม่มีเลยในการเมืองไทย ผ่านไปไม่กี่วันก็ไม่ใช่อย่างที่พูดแล้ว รู้สึกว่าการเมืองไทยเต็มไปด้วยการแต่ง ทั้งการเมืองทั้งเศรษฐกิจ ผมไม่เคยเชื่อถืออะไรเลย ในระยะหลัง ๆ ผมเบื่อด้วยซ้ำว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์ชอบออกมาบอกว่าตอนนี้ตัวเลขจีดีพีเท่านั้นเท่านี้ มันเอามาจากไหนตัวเลขนี้ ผมว่าแทบไม่ได้มีการวิจัยอะไรเลย ผมเองก็ทำหน้าที่นี้ได้ แค่ออกทีวีแล้วพูดเรื่องเศรษฐกิจลอย ๆ ไป ใครจะไปตามเช็กได้ ผมยังไม่รู้เลยว่าเขาเช็กจากอะไร
เขาจะพูดว่าถ้าทำอย่างนี้นะจีดีพีเท่ากับ ๔ พอจีดีพีเท่ากับ ๔ มันจะทำให้อีก ๓ เดือนเกิดวิกฤตขึ้นมาทันที แต่ผมยังไม่เคยเห็นเป็นรูปธรรมว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วผมก็ไม่รู้ว่าตัวเลขนี้มันจริงเท็จแค่ไหน วิธีที่เขาได้ตัวเลขเขาได้มาอย่างไร ผมรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อถืออีกแล้วทั้งตัวเลขทั้งอะไรที่อธิบายมา ผมว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน
ในรายการของพี่ซันก็ไม่ได้คิดจะไปวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพวกนี้ใช่ไหม

จะวิพากษ์ในแบบเปรียบเปรย ในมุมมองแบบชาวบ้าน ๆ ที่ออกไปทางตลก ๆ อย่างเช่นปัญหาการหย่าร้างในปัจจุบันที่มีมากขึ้น ผมจะเล่าว่างานแต่งงานสมัยโบราณนี่ยุ่งยากนะ ต้องมีคนมาช่วยเป็นร้อยเลย ผมก็วิเคราะห์ว่านี่แหละคงจะมีส่วนทำให้คู่บ่าวสาวอยู่กันยืด เพราะว่าถ้ารีบเลิกกันเดี๋ยวจะโดนเหยียบ ญาติมาจากเชียงใหม่ หอบลูกจูงหลานมาอยู่ด้วย ๔-๕ วัน ขืนเลิกก็เสียเที่ยวน่ะสิ ค่ารถค่าน้ำมันมาตั้งไกล แต่คนเมืองปัจจุบันเวลาแต่งงานซื้ออย่างเดียว จ่ายตังค์แล้วเดี๋ยวบริษัทจัดงานแถวอโศกก็จัดให้ คนมางานแค่ ๓ ชั่วโมง มาสองทุ่มกลับสี่ทุ่ม ถ้าจะเลิก
ก็เลิกกันไป เรื่องเหล่านี้มันไม่ได้มีข้อเท็จจริงเป็นผลวิจัยทางสถิติหรอก แต่เรามองด้วยสายตาแบบ
ชาวบ้านๆ ซึ่งผมว่าวิธีนี้มันสัมผัสความรู้สึกคนฟังได้มากกว่าการอธิบายด้วยตัวเลข โพลต่าง ๆ เขาก็สำรวจมาเฉพาะกลุ่ม มันก็ยังไม่ใช่ความจริงอยู่ดี ผมเป็นคนไม่เอาโพล ไม่เอาสถิติ แต่เอาชีวิตจริง แล้วมองจากสายตาเรานี่แหละ


ขอขอบคุณ : คุณรุ่งโรจน์ จุกมงคล
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์ / วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ

 

 

|Take me Home|

 




Acousticthai Copyright 2006 - 2010 All rights reserved
สงวนสิทธิ์เนื้อหาบนเวบไซด์ กรุณาแจ้งกับทีมงานอะคูสติกไทยก่อนนำไปเผยแพร่
สนใจลงโฆษณาสินค้า และบริการ
โทร. 083-189-6789
http://www.acousticthai.com & http://www.acousticthai.net