Artist Interview
 
มาโนช พุฒตาล
บก. (ผู้จัดทำ) นิตยสารเกี่ยวกับดนตรี "บันเทิงคดี", นักร้อง นักดนตรี นักจัดรายการดนตรีเพลงสากลทางโทรทัศน และปัจจุบันเป็นนักจัดรายวิทยุ

รายการโทรทัศน์:
เที่ยงวันอาทิตย์ (2525-2527 ช่อง 5)
บันเทิงคดี (2527-2529 ช่อง 5, 2529-2539 ช่อง 11)
เกมเปิดโลก (ช่อง 3) 2534 โลกนี้ของใคร (2534 ช่อง 3)
นิตยสารบันเทิงคดี (2532-2539 ประมาณ 100 ฉบับ)

ผลงานเพลง:
ไตรภาค (2537) ร่วมกับ ดิ โอฬาร โปรเจ็ค และวง The Rain
ในทรรศนะของข้าพเจ้า (2539)
ชีวิตที่เจ็บปวดของคนป่วย (2549) ซิงเกิล+หนังสือ
อัพเดทอัลบั้มล่าสุดของ มาโนช พุฒตาล ชุด อยู่อยุธยา (2551)

 

 
“ผมไม่ใช่ดีเจ” มาโนช พุฒตาล จาก “เที่ยงวันอาทิตย์” สู่ “The Radio
 
“สวัสดีครับ ผม มาโนช พุฒตาล บุตรของนายเฉลียว กับนางอำไพ”

หลายคนคงคุ้นกับเสียงทุ้ม ๆ นี้ทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 99.5 เมกะเฮิรตซ์ รายการเพลง The Radio  “The Radio” เริ่มออกอากาศตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๙ จุดเด่นของคลื่นนี้คือเปิดเพลงสากลร่วมสมัยทั้งป๊อป ร็อก แจ๊ซ ที่ได้รับการเลือกสรรแล้วว่าแต่ละเพลงนั้นโดนใจคนฟังแน่นอน เพราะฟังง่ายและไม่เอาใจตลาดจนเกินไป แถมคลื่นวิทยุนี้ยังเป็นแหล่งชุมนุมของดีเจรุ่นเดอะที่คร่ำหวอดในวงการเพลงมานาน ไม่ว่าจะเป็น วิโรจน์ ควันธรรม เดือนเพ็ญ สีหรัตน์ ณัสรุจน์ แข็งแรง
เป็นเลิศ หทัยเฑียร วาสนา วีระชาติพลี ฯลฯ
 

นักจัดรายการวิทยุมืออาชีพบวกกับความเป็นคลื่นเพลงสากลที่มีเอกลักษณ์ ภายใต้สโลแกนที่ว่า “สิ่งดี ๆ มีได้บนหน้าปัดวิทยุ”
ทำให้ปัจจุบัน The Radio 99.5 กลายเป็นคลื่นเพลงที่มีคนในกลุ่มวัยทำงานฟังมากที่สุดคลื่นหนึ่ง

พี่ซัน หรือ มาโนช พุฒตาล รับผิดชอบจัดรายการเพลงในช่วงเวลา ๘.๐๐-๑๑.๐๐ น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ รายการเพลงของเขาได้รับการโพสต์ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ ให้ลองมาฟังแล้วจะติดใจในลีลาการจัดรายการที่สอดแทรกแง่คิดง่าย ๆ แต่ไม่ธรรมดาของดีเจรุ่นใหญ่
ผู้รุ่มรวยอารมณ์ขันคนนี้

 
อันที่จริงชื่อของ มาโนช พุฒตาล ไม่ใช่ชื่อใหม่ในวงการบันเทิงเลย ย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน สมัยที่ยังเป็นหนุ่มเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย มาโนชดังสุดขีดในฐานะพิธีกรรายการมิวสิกวิดีโอทางโทรทัศน์ ที่ปัจจุบันเรียกว่าวีเจ คนแรกๆ ของเมืองไทยจากรายการ “เที่ยงวันอาทิตย์” รายการแรก ๆ ที่นำเอามิวสิกวิดีโอจากเมืองนอกมาเผยแพร่แก่ผู้ชม

มิวสิกวิดีโอของวง Pink Floyd ในชุด The Wall อันลือลั่น หรือซาวนด์แทร็กจากภาพยนตร์เรื่อง Chairots of Fire คนไทยได้ดื่มด่ำเป็นครั้งแรกก็ที่รายการนี้ พี่ซันยังเป็นนักจัดรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ อาทิ อาทิตย์ยิ้ม, พระจันทร์แย้ม ฯลฯ ก่อตั้งนิตยสาร บันเทิงคดี นิตยสารดนตรีรายเดือนที่มีอายุยาวนานถึง ๘ ปี ก่อนจะปิดตัวเองลงด้วยพิษเศรษฐกิจในปี ๒๕๓๙

เป็นเจ้าของค่ายเพลงเล็กๆ ชื่อไมล์สโตน ผู้บุกเบิกงานเพลงแนวอินดี้ออกมาอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เป็นนักร้องนักแต่งเพลงที่แม้มีผลงานไม่มาก แต่ล้วนอยู่ในความทรงจำของบรรดาคอร็อกเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นชุด ไตรภาค และ ในทรรศนะของข้าพเจ้า

แต่ที่น่าสนใจคือ การกลับมาจัดรายการวิทยุในครั้งนี้ เขาถือว่าถูกที่ถูกทางและถูกเวลา เมื่อได้พบว่าตนเองสามารถเค้นเอาศักยภาพ
และประสบการณ์ทั้งหมดออกมาใช้ได้เต็มที่ สนุก มีความสุข และประสบความสำเร็จ ลองไปฟังทัศนะและชีวิตของดีเจหนุ่มใหญ่ผู้ไม่ยอมให้ใครเรียกว่าเป็นดีเจคนนี้

 

“คำว่าดีเจมักใช้กับคนที่เน้นเรื่องการเปิดเพลง ใช้เพลงเป็นอุปกรณ์ในการสร้างอารมณ์คนฟัง ให้คนอยากเต้น ให้คนสุข ให้คนเศร้า โดยใช้เพลงเป็นสื่อ แต่สำหรับผม เพลงเป็นแค่เครื่องมือรอง เป้าหมายหลักคือการถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจโดยผ่านภาษาพูด
ผมจึงมักเรียกตัวเองว่าเป็นนักจัดรายการวิทยุ ผมอยากเป็นคนเล่าเรื่องโดยใช้เพลงเป็นเครื่องมือประกอบ”
 
ทำไมเวลาเปิดรายการทุกครั้งถึงต้องแนะนำตัวว่า “ผม มาโนช พุฒตาล บุตรของนายเฉลียว กับนางอำไพ”

เริ่มแรกผมได้ไอเดียมาจากหนัง บัญญัติ ๑๐ ประการ คือเวลามีคนถามโมเสสว่าท่านเป็นใคร โมเสสก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองนามสกุลอะไร แต่จะบอกว่า ฉันคือโมเสส บุตรของอัมราม กับนางโยเคเบด ผมฟังแล้วรู้สึกว่าเท่ดี นี่เป็นเหตุผลแรก ประการที่สอง เวลาผมกลับไปบ้านนอก ไปเจอญาติ ๆ ไปทักทายเขา สวัสดีคุณยาย คุณยายจำเราไม่ได้ก็จะถาม อ้าว แกใครล่ะ ถ้าผมบอก ฮาซัน พุฒตาล ไง เขาก็จะว่า ฮาซัน พุฒตาล ไหนวะ แต่พอบอก ฮาซัน ลูกตาเหลียวกับยายหนับ เขาจะอ๋อ รู้ทันที คนต่างจังหวัดนี่บอกนามสกุลไม่รู้จักหรอก ต้องบอกว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ผมเลยคิดว่าวิธีแบบนี้น่าจะเอามาใช้แนะนำตัวเองในรายการวิทยุว่าเราเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มันฟังขำๆ ดี แล้วก็ชาวบ้านดีด้วย ประการสุดท้าย มันเหมือนเป็นการออกตัวว่าเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ไปทำความชั่วอะไร ไม่งั้นคนเขาจะด่าพ่อล่อแม่เราได้ ผมเพิ่งใช้วิธีนี้เมื่อ ๕ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งก็ทำให้คนจำ และก็ถือว่าเป็นการสร้างคาแร็กเตอร์ที่ไม่เสแสร้งจนเกินไป อย่างบางคนพยายามสร้างคาแร็กเตอร์แต่มันดูไม่จริงใจ แต่สำหรับผมมันมีที่มา มีเหตุผล

 
พี่ซันเติบโตมาในสังคมชนบท ลองเล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กให้ฟัง

ผมเป็นชาวอยุธยา เกิดในครอบครัวมุสลิมในชุมชนมุสลิม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะในอยุธยาก็มีคนมุสลิมอยู่เยอะ สุเหร่ากับวัดอยู่ติดกันทั่วทั้งจังหวัด บ้านผมอยู่ตลาดหัวแหลม อำเภอเมือง ในชุมชนที่คนพุทธ คริสต์ อิสลามอยู่ร่วมกัน วัยเด็กผมเติบโตมาในสังคมชนบท ปู่ย่าตายายก็ชื่อธรรมดา ๆ อย่างตาขีด ตาเขียน ตาป้าย ยายเยื้อน พ่อชื่อเฉลียว แม่ชื่ออำไพ คุณย่าเย็บแหขาย คุณปู่ก็ทอดแหหาปลาในแม่น้ำ ต่อมาถึงเปลี่ยนมาทำอาชีพถีบสามล้อรับจ้าง ส่วนพ่อผมก็ยังทำอาชีพเกี่ยวกับน้ำ ขับเรือโยง โยงเรือข้าวสาร โยงซุง จากนั้นก็ย้ายขึ้นบก ขับรถรับจ้าง เพราะฉะนั้นผมจึงโตมาอย่างผูกพันกับแม่น้ำกับถนนไม่ต่างจากชีวิตเด็กชนบททั่ว ๆ ไป ผมเรียนประถมจนจบ ม. ๘ ที่อยุธยา ชีวิตไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่ผมเป็นคนสนใจสิ่งรอบตัว ผมหัดเป็นไกด์ตั้งแต่เด็กเพราะอยากเก่งภาษาอังกฤษ อย่างเวลาขี่จักรยานไปโรงเรียน เจอคนต่างชาติเมื่อไรผมจะเดินเข้าไปหา พาเขาเที่ยวเลยนะ เพราะอยากสนทนาภาษาอังกฤษกับเขา โดยมั่นใจว่าเขาจะไม่ตกใจกลัวว่าถูกเราหลอกหรือเปล่า เพราะเราเป็นเด็ก สวมชุดนักเรียน พูดภาษาอังกฤษได้กระท่อนกระแท่น ดังนั้นเราก็เลยได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากฝรั่งที่มาเที่ยวเยอะ ส่วนที่สนใจดนตรีเพราะบ้านอยู่ติดกับวงดนตรีรำวงชื่อวงยุทธนาภิรมย์ พี่ชายผมคนหนึ่งชื่อดำริเป็นสมาชิกในวงด้วย เขาเล่นกีตาร์ เราก็ชอบกีตาร์มาตั้งแต่เด็ก ชอบเพลงฝรั่งตามพี่ ๆ เขา

ผมอาจจะเป็นเด็กเรียน ดูเป็นเด็กดีแต่ผมคบคนหลากหลาย ผมก็คบกับเด็กเก เด็กที่มีเรื่องตีรันฟันแทง เด็กที่เล่นการพนัน เสพยาเสพติด เพียงแต่ผมไม่ใช่หัวโจกครับ ผมเป็นคนวิ่งตามเพื่อนมากกว่า ผมจะมีประสบการณ์ได้สัมผัสเรื่องพวกนี้อย่างใกล้ชิด
แต่อาจเป็นเพราะผมอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่อบรมกำลังดี คือเข้มงวดกำลังดี ปล่อยกำลังดี จึงทำให้ผมไม่ฝักใฝ่ไปลองยาเสพติด ไม่ไปตีรันฟันแทงกับใครเพราะกลัวเจ็บด้วย ไม่ไปปล้นจี้ใคร แต่เพื่อนผมมีหมด ซึ่งข้อดีก็คือทำให้ผมได้เห็นชีวิตที่หลากหลาย ได้เห็นเพื่อนถูกยิงตาย มันทำให้เราคิดได้ว่า เออ ไม่คุ้มจริง ๆ ได้เห็นเพื่อนไปเที่ยวแล้วถูกตีจมูกหัก มันทำให้เราได้รู้จักเลือก ส่วนใหญ่ผมจะคบเพื่อนที่เป็นนักเลง แต่ผมไม่เคยไปตีกับใคร ยังจำเหตุการณ์ที่ไปเที่ยวงานวัดแล้วเกิดเหตุตีกันได้ เพื่อน ๆ อุ้มผมหนีเลย คือเพื่อน ๆ จะเกรงใจพ่อแม่ผม เขากลัวว่า เฮ้ย ถ้าไอ้ซันโดนตีเนี่ยมันกลับบ้านไม่ได้ พ่อแม่เฉ่งมันตายแน่ ผมก็เลยมีความผูกพันกับชีวิตแบบนี้อยู่เยอะ


 
มาโนชขณะสัมภาษณ์ Ian Gillan แห่งวง Deep Purple ที่ห้องส่ง ททบ. ๕ ในรายการ "เที่ยงวันอาทิตย์" ราวปี ๒๕๒๕

 

 
แล้วไปอยู่อเมริกาได้อย่างไร

อย่างที่บอกผมชอบภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วโรงเรียนต่างจังหวัดในสมัยนั้นจะมีครูอาสาสมัครจากอเมริกาที่เรียกว่าพวกพีซคอร์ (Peace Corperation) มาสอนปีละคน ผมก็มักเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมกับครูฝรั่งเพราะนักเรียนคนอื่นไม่ค่อยสนใจเขา ครูฝรั่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุไม่เกิน ๒๐ มาอยู่ต่างจังหวัดของเมืองไทย พอมีใครสักคนสนใจพูดคุยกับเขาก็เลยกลายเป็นเพื่อนกัน ผมพาเขาเที่ยว เขาก็พาผมเที่ยว ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวกัน วันหนึ่งเขาชวนให้ผมสอบชิงทุน AFS ไปอเมริกา ตอนนั้นคิดเพียงว่าอยากไปอยู่อเมริกา แล้วถ้ามีโอกาสได้ไปเจอวง Grand Funk Railroad จะไปขออาศัยอยู่ด้วย เพราะตอนนั้นคลั่งไคล้วงนี้มาก อยากไปเป็นแบ็กอัปเป็นเด็กขนของ คือคิดสั้น ๆ แค่นั้น จนกระทั่งได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมชื่อ Fall River High School ในรัฐวิสคอนซิน เป็นรัฐเล็ก ๆ ทางตอนเหนืออยู่ติดแคนาดา เมืองที่ผมอยู่ชื่อเมือง Fall River เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มีในแผนที่ด้วยซ้ำ พอเราไปอยู่ที่นั่นก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง หนึ่งคือเราไม่ได้อยู่กับครอบครัวของเราแล้วนะ ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของคนอื่น ไม่มีพี่ไม่มีพ่อของเราเองแล้ว ต้องสู้ชีวิตเองคนเดียว

แล้วจากความที่เคยคลั่งไคล้ฝรั่งก็กลายเป็นว่าเริ่มไม่ค่อยชอบหน้าฝรั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๒-๓ ครั้ง คือเพื่อนในโรงเรียนคนหนึ่งชื่อ เจมส์ เฮนดริกซ์ ชื่อเหมือน จิมมี่ เฮนดริกซ์ เลย (หมายถึง James Marshall Hendrix หรือ Jimi Hendrix
นักร้องและมือกีตาร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก) แรก ๆ เขาเคยถามผมว่าเมืองไทยอยู่ที่ไหน แล้ววันหนึ่งอยู่ดี ๆ เขาเดินมาบอกว่าเดี๋ยวจะไปถล่มเขมร คือช่วงนั้นตรงกับปี ค.ศ. ๑๙๗๕ เกิดเหตุเขมรยึดเรือของอเมริกา เพื่อนคนนี้เลยบอกว่าจะไปยึดเขมร ให้มันรู้เสียบ้างว่าประเทศเราเป็นมหาอำนาจ ผมก็แม่ง...ไอ้พวกนี้ดีแต่คุยเบ่ง ขนาดเมืองไทยยังหาไม่เจอเลยแล้วจะไปยึดเขมร
ได้ยังไง จากนั้นมาผมเลยเริ่มรู้สึกว่าฝรั่งแม่งขี้คุยอวดเบ่ง เรามาจากประเทศเล็ก ๆ เรารู้เรื่องอเมริกาตั้งเยอะ แต่มันอยู่ในประเทศใหญ่
ไม่รู้จักเรา รู้จักแต่เวียดนามเพราะทำสงครามกับเวียดนาม เราบอกว่าอยู่ไทยแลนด์ มันถามเราว่าอยู่ไต้หวันหรือ แล้วยังถามเราต่อว่า ขี่ช้างไปโรงเรียนหรือเปล่า ผมเลยเริ่มรู้สึกว่าฝรั่งมันชักไม่น่านับถือแล้ว คือฝรั่งโดยรวมไม่น่านับถือ แต่ฝรั่งที่เราคบเป็นเพื่อนสนิทรักใคร่กลมเกลียวและรู้สึกผูกพันจนถึงทุกวันนี้ก็มี เพียงแต่ความรู้สึกหลงใหลคลั่งไคล้ฝรั่งมาก ๆ ในตอนแรกมันหายไปเลย หลังจากนั้นนับวันผมก็เริ่มรู้สึกดีกับการเป็นคนอยุธยา คิดไว้ว่าต่อไปนี้เราจะบอกทุกคนว่าเราเป็นคนอยุธยา คือนับวันที่ผ่านไปในอเมริกาก็ยิ่งรู้สึกว่าอยุธยาเป็นบ้านเกิดที่น่าอยู่มาก ๆ แล้วก็มีความสุขด้วย


“สมัยก่อนเรารู้สึกหลงตัวเอง เราหลงเพลงฝรั่งแล้วเหยียด ๆ วงการเพลงเพื่อชีวิต เพราะรู้สึกว่า พวกนี้เล่นกีตาร์ไม่เก่ง เรียบเรียงดนตรีไม่เก่ง คอร์ดก็พื้น ๆ ตอนนั้นเรายังเข้าไม่ถึงความงดงามของภาษาไทยที่เขาใช้ในบทเพลง กว่าจะรู้สึกว่าเพลงเพื่อชีวิตมีดีก็เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมานี้เอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากไปขอโทษความรู้สึกตอนนั้น”

 
ทำไมถึงเลือกสอบเข้านิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

อันที่จริงตอนจบ ม. ๘ ผมเลือกสอบเข้าคณะวนศาสตร์ ม. เกษตรศาสตร์ เพราะชอบปลูกต้นไม้ คือที่บ้านทำสวนครัวกันเองน่ะครับ ปลูกอ้อย กล้วย ฯลฯ แล้วพอเราปลูกผู้ใหญ่ก็ชอบแกล้งยอบ้างว่า ซันมันมือเย็น ปลูกแล้วต้นไม้ขึ้นงาม จะปลูกอะไรตรงไหนก็ต้องให้ผมไปกระทืบตรงนั้น ด้วยความเชื่อว่ากระทืบแล้วต้นไม้มันจะขึ้นดี จนผมหลงตัวเองว่าปลูกต้นไม้เก่ง ประกอบกับแนะแนวการศึกษาในต่างจังหวัดเวลานั้นก็ไม่ค่อยชัดเจน ผมเข้าใจว่าคณะวนศาสตร์คือคณะเกี่ยวกับการเกษตร ผมเลยเลือกเอนทรานซ์คณะนี้
แต่ก็โชคดีที่ไม่ติด เพราะถ้าเอนฯ ติดคงต้องไปทำงานอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่ห้วยขาแข้งไปแล้วก็ได้ พอกลับจากอเมริกา
ผมมีโอกาสได้ไตร่ตรองใหม่ว่า เราคงไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งพอจะไปทำสวนได้หรอก ทำงานสื่อมวลชนดีกว่า เพราะตอนนั้นพี่ดำรง (ดำรง พุฒตาล) พี่ชายผมกำลังดังแล้วด้วย เห็นพี่เขาทำงานด้านนี้ก็น่าสนุกดี แล้วตัวผมเองก็เคยเป็นโฆษกมาตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่ ป. ๕ ครูก็ให้เป็นโฆษกพากย์บอลในโรงเรียน โฆษกงานบันเทิงในโรงเรียน เลยรู้สึกว่างานด้านนี้น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า ดังนั้นผมจึงสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และเลือกเรียนภาควิชาวิทยุ-โทรทัศน์

พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วสนใจกิจกรรมในด้านไหน
พอมาเรียนนิเทศฯ จุฬาฯ แล้วก็ทำกิจกรรมน้อยมากครับ ทำอยู่อย่างเดียวคือทำเรื่องดนตรี ตั้งวงดนตรีต่อ ตั้งแต่สมัยที่กลับจากอเมริกาผมก็ตั้งวงดนตรีแล้ว ชื่อวง Snake Bite ก๊อบปี้เพลงของพวก UFO, Wishbone Ash ที่สมัยนั้นบ้านเราไม่ฟัง คือพยายามเลือกเพลงที่คนเขาไม่ค่อยฟังกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เราคิดว่าเจ๋งไง พยายามจะเล่นเพลง “The King Will Come”, “Thrown Down the Swords” ของ Wishbone Ash ด้วย

ความที่เป็นเด็ก เราเข้าใจว่าการจะเล่นดนตรีต้องเลือกเล่นอะไรที่มันเก๋า ๆ คิดว่ามันเท่กว่า ซึ่งมันกลายเป็นผลเสียเพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครชอบ แต่ตอนนั้นเรายิ่งรู้สึกหยิ่งทะนงมากขึ้นไปอีก ยิ่งได้ใจว่า เฮ้ย ! คนฟังฟังไม่เป็นโว้ย


แล้วในขณะที่พวกเราสนใจแต่เล่นดนตรี เป็นพวกเห็นแก่ตัว ไม่สนใจประชาชน เอาแต่สนุก บันเทิงกับดนตรีอย่างเดียว แต่เด็กนิเทศฯ ที่เรียนภาคหนังสือพิมพ์เขาจะสนใจความเคลื่อนไหวของบ้านเมือง สนใจเรื่องความเท่าเทียมในสังคม พอเกิดเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ผมเรียนอยู่ปี ๑ กำลังสอบวิชาชีววิทยา เขาก็ขึ้นมาตามให้ทุกคนผละจากห้องสอบ ลงไปรวมตัวกันที่ตึกจักรพงษ์เพื่อจะเดินเท้าไปธรรมศาสตร์ ผมก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แค่ว่าเฮ้ย ! ดี เลิกสอบ ด้วยความที่สำนึกทางการเมืองมีน้อย มีแต่สำนึกทางดนตรี ผมก็โทร. นัดเพื่อนไปซ้อมดนตรีที่ซอยเสนา พอนึกย้อนกลับไปวันนั้นบางทีก็รู้สึกละอายใจอยู่เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วเพราะเราก็มีเส้นทางของเรา ตอนนั้นรู้สึกตะขิดตะขวงใจเพราะเพื่อนชอบมาว่าว่านุ่งยีน ไว้ผมยาว แล้วทำไมไม่เข้าป่าบ้างล่ะ แต่มันก็ยากสำหรับผมเพราะผมผูกพันกับพ่อแม่นะ แล้วตอนนั้นผมอาศัยอยู่กับพี่ชาย เขาเป็นทหารอากาศและขวาจัดด้วย เขาเกลียดพวกนักศึกษา แถมยังสั่งผมว่าอย่าไปยุ่งกับพวกนี้นะ แต่เขาก็ห้ามอะไรเราไม่ได้ ตอนวงคาราวานมาเล่นคอนเสิร์ตที่หอประชุมจุฬาฯ ผมยังไปดู



เดินป่าห้วยขาแข้งกับลุงกาหลง (พรานนำทาง) และไอ้อู๊ด เพื่อนซี้

 


คิดว่าตัวเองเป็นคนหัวรุนแรงไหมครับ

คล้าย ๆ เกือบ ๆ จะเป็น แต่ก็ขี้ปอด ไม่กล้าชนหรอก เลี่ยงเอา จริง ๆ แล้วผมเป็นคนหัวอ่อนจะตาย สมัยเรียน ม. ๘ ที่อยุธยา ผมอยากไว้ผมยาวใจจะขาด พอไปอยู่อเมริกาก็รู้สึกว่านี่ดินแดนแห่งเสรีภาพ ทำไมจะไว้ผมยาวไม่ได้ แต่บังเอิญเราได้ไปอยู่กับครอบครัวที่เป็นคนหัวเก่า เขาบอกไว้ว่าจะอยู่บ้านนี้ห้ามไว้ผมยาวนะ ผมก็อึดอัดใจอยู่วันสองวัน แล้วผมก็ได้พบว่า โอ้โฮ บ้านนี้น่าอยู่จะตาย ทุกคนนิสัยดีหมด ขอแค่ให้ไว้ผมสั้นจะเป็นไรไป ผมก็เลยคิดว่า เออ ไม่เห็นเป็นไรเลย พอกลับมากรุงเทพฯ ได้ไว้ผมยาวอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ทนตัวเองไม่ได้ หน้าเราไม่ให้ เพื่อนชอบเรียกว่าโก๋มาเลย์ โก๋แขก ก็เลยตัดผมสั้น พอทำงานสมัยแรก ๆ เราก็เป็นคนที่ไม่ไหว้ใครก่อนถ้าไม่มีการแนะนำหรือไม่รู้จักกัน ต่อให้เขาบอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ผมก็จะไม่ไหว้ เพราะรู้สึกว่าการยกมือไหว้คนคนหนึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าบังคับให้ไหว้จริง ๆ แต่ผมไม่ได้นับถือคนคนนั้น ผมจะไหว้แค่ ๙ นิ้ว (หัวเราะ) เก็บไว้นิ้วหนึ่ง เมื่อก่อนผมเป็นคนแบบนี้ พี่ดำรงต้องคอยสอนว่าเราคิดอย่างนั้นไม่ถูกนะ เขาเป็นผู้ใหญ่กว่า เราเป็นเด็กต้องเป็นฝ่ายไหว้ก่อน ซึ่งก็ใช้เวลานานมากกว่าผมจะกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน


ในบรรดาเพลงสากลทำไมถึงชอบเพลงร็อกที่สุด มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ


อาจจะเป็นเพราะว่าผมโตมากับยุคนั้นพอดี คือในยุค 60 ปลาย ๆ ผมเป็นหนุ่มพอดี มีเพลงแบบวง Grand Funk Railroad เรียกให้จำง่ายว่าวงแกงฟักสับปะรด มันก็ถูกหูถูกปากถูกรสนิยมพอดี แล้วอีกอย่างผมชอบเล่นกีตาร์ด้วย ร็อกกับกีตาร์มันต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้ ตอนนั้นผมชอบฟังเพลงฝรั่งจากพี่ชาย จากรายการวิทยุ แต่มาชอบฟังฮาร์ดร็อกเพราะ วิฑูรย์ วทัญญู เขาเป็นนักจัดรายการคลื่น 102.5 เมกะเฮิรตซ์ ชื่อรายการ “Top Teen Talent” มีชื่อภาษาไทยว่า “คึกคักยามบ่าย” เพลงฮาร์ดร็อกที่ดัง ๆ ในโลกนี้เขาจะสรรหามาให้เราฟังได้หมด ไม่ว่าของวง Deep Purple, Grand Funk Railroad ฯลฯ

ฟังแล้วผมก็ติดเลย วิฑูรย์ วทัญญู เป็นนักจัดรายการวิทยุที่มีสไตล์ดุดัน น้ำเสียงเร้าใจ มีการตั้งฉายาให้นักดนตรี ผมไม่ต้องการเลียนแบบสไตล์เขา แต่ก็ได้รสนิยมในการฟังเพลงมาจากเขา


ตอนฟังเพลงเพื่อชีวิตครั้งแรกรู้สึกอย่างไรครับ เพราะเรามาจากสายดนตรีร็อก


สมัยก่อนเราจะรู้สึกหลงตัวเอง เราหลงเพลงฝรั่งแล้วเหยียด ๆ วงการเพลงเพื่อชีวิต เพราะรู้สึกว่าพวกนี้เล่นดนตรีไม่เก่ง เล่นกีตาร์ไม่เก่ง เรียบเรียงดนตรีไม่เก่ง คอร์ดก็พื้น ๆ ทำนองก็ก๊อบมา ยังไง ๆ เพลงฝรั่งก็เหนือกว่าอยู่แล้ว ตอนนั้นเรายังเข้าไม่ถึงภาษา คือยังไม่เห็นความงดงามของภาษาไทยที่เขาใช้ในบทเพลง ฉะนั้นก็จะไปดูด้วยความรู้สึกว่า ไปดูซิว่ามันเป็นยังไง เท่านั้นเอง ไม่ได้รู้สึกว่าเจ๋งอะไรเลย จนเราอายุมากขึ้น กว่าจะรู้สึกว่าเพลงเพื่อชีวิตมีดีก็เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมานี้เอง ทำให้รู้สึกว่าเมื่อก่อนเราแย่ ดูถูกคนอื่น ดูถูกวิธีคิดของคนอื่นเยอะเหมือนกัน โชคดีที่เรารู้สึกของเราฝ่ายเดียว ไม่ได้บอกออกไป ไม่ได้ไปก๋ากั่นอะไรกับเขา

 

อะไรที่ทำให้เปลี่ยนความคิดตรงนี้

ตอนหลังผมลองหัดแต่งเพลงเองบ้าง พอแต่งเพลงภาษาไทย คราวนี้รู้เลยว่าเราทำอย่างเขาไม่ได้ หงา คาราวาน เขียนประโยคดี ๆ ไว้ตั้งหลายประโยค ขณะที่คำสั้น ๆ แค่ 4-5 คำอย่าง “ใกล้ตาไกลตีน” เรายังไม่สามารถเขียนออกมาได้ เราทำได้ไม่เจ๋งอย่างเขา ก็เลยคิดได้ว่าที่ผ่านมาเรามันเด็ก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็อยากไปขอโทษความรู้สึกตอนนั้น หรืออย่างเรื่องดนตรี โตขึ้นมาก็เพิ่งรู้ว่า ชรัส เฟื่องอารมย์

ช่วงสมัยทำเพลงผีเสื้อ เขาทำออกมาละมุนละไมมาก คือช่วงนั้นแรกๆ รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับเพลงไทยไงครับ รู้สึกว่าเพลงไทยยังไงก็สู้ฝรั่งไม่ได้ แม้จะไม่ได้บูชาฝรั่งแล้วก็ตามแต่ก็ยังรู้สึกว่าเพลงฝรั่งเหนือกว่าอยู่ดี จนกระทั่งลงมือทำเองเมื่อประมาณปี ๒๕๓๕-๒๕๓๖ ถึงได้รู้ว่าเพลงหลายเพลงที่เขาทำออกมามันดีจริง ๆ ตอนนั้นยังคิดแค่ว่าทำเพลงจะต้องเก๋า และดูถูกเพลงฮิต จนมาทำแล้วถึงได้รู้ว่าเพลงที่คนฮิตมันดีจริง ๆ เพลงที่ประสบความสำเร็จนั้นคนแต่งเขาเก่งจริง ๆ คิดได้ละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบ


“เพลงยุค ๗๐ คล้ายกับการนั่งขูดมะพร้าวด้วยมือ ตำน้ำพริกด้วยครก สาก น้ำพริกมันก็ฉ่ำไปทั่ว ส่วนในยุค ๘๐ มีลักษณะเหมือนใช้เครื่องปั่นน้ำพริก พอมายุค ๙๐ นี่เป็นน้ำพริกสำเร็จรูปแล้ว รสชาติเข้มข้นจัดจ้านเหมือนกัน แต่ยุค ๗๐ มันเป็นรสชาติแท้ ๆ สัมผัสได้ถึงเบื้องลึกในความเป็นไปของบทเพลง”


 

สมัยเรียนมีความฝันอยากเป็นอะไร

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีความฝันอยากเป็นนักดนตรีอาชีพครับ จากเดิมเป็นวงสมัครเล่น เล่นตามงานมหาวิทยาลัย ตอนหลังเปลี่ยนชื่อวงเป็น Canned Can เลียนแบบมาจากชื่อวง Canned Heat เป็นวงอเมริกันที่ดังตอนงาน Woodstock ชื่อวงเขาแปลว่าความร้อนบรรจุกระป๋อง แต่ของผมเป็นกระป๋องบรรจุกระป๋อง ผมตั้งใจอยากให้เป็นวงดนตรีอาชีพ เล่นตามไนต์คลับตามบาร์ เป็นวงดนตรีกลางคืน ช่วงนั้นยังไม่มีการทำธุรกิจเพลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก วงที่เริ่มอัดเสียงก็มีคาราบาว วงชาตรี วงเฟรชแอนด์สกินซึ่งเป็นวงใต้ดิน และไนท์สปอตก็เพิ่งตั้งเป็นค่ายเทป เราเลยยังไม่สนใจออกเทปเท่าไร แต่พอไปเล่นที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เพราะเราจะเล่นเพลงคนละแนวกับตลาดเลย อย่างไปเล่นที่พัฒน์พงษ์ เขาอยากได้เพลงแดนซ์ เรากลับไปเล่นเพลงของ Allman Brothers Band, Lynyrd Skynyrd ซึ่งวงเราเล่นใช้ได้เลยนะ นักวิจารณ์ยังชมเลย แต่ก็ไม่มีที่ไหนรับ แล้วพ่อแม่ก็ไม่สนับสนุนเพราะถ้าเป็นนักดนตรีต้องใช้ชีวิตกลางคืน ผมเป็นมุสลิมด้วย เขาก็กลัวว่าจะไปสำมะเลเทเมา ผิดหวังเหมือนกันครับ ในที่สุดก็ไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพอย่างที่ฝัน

เรียนจบแล้วทำงานอะไรเป็นครั้งแรก

จบแล้วผมไปทำงานด้านสื่อมวลชนกับบริษัท V.P.C. ซึ่งเป็นบริษัทแรก ๆ ในเมืองไทยที่ถ่ายทำรายการด้วยระบบวิดีโอ ก่อนหน้านั้นหนังโฆษณา รายการข่าวต่าง ๆ ในเมืองไทยจะถ่ายทำด้วยฟิล์ม แต่บริษัทวีพีซีเป็นรุ่นแรก ๆ ที่นำระบบวิดีโอมาใช้ ผมได้ทำงานที่นี่ ทำหน้าที่ตัดต่อภาพและเป็นช่างกล้องด้วย ตอนนั้นมีรายการละครของกันตนาชื่อ “๓๘ ซอย ๒“ แต่กันตนายังไม่มีสตูดิโอ เขาก็มาเช่าที่วีพีซี และรายการที่อยู่มายาวนานถึงทุกวันนี้คือรายการของหมอสุรพงษ์ อำพันวงศ์ พอทำอยู่วีพีซีสักพักพี่ดำรงก็มาชวนไปเป็นผู้ช่วยเขา ตอนนั้นเขามีบริษัทแล้ว มีรายการดัง ๆ หลายรายการ เขาอยากให้ผมไปช่วยทำสคริปต์ทำคิวต่าง ๆ ผมก็เลยได้ไปเป็นลูกน้องพี่ดำรง รับหน้าที่เขียนบทรายการ “อาทิตย์ยิ้ม”, “พระจันทร์แย้ม”, “ครอบครัวบันเทิง”, “สุขสันต์วันเสาร์”
 


แล้วมาจัดรายการ “เที่ยงวันอาทิตย์” ที่ทำให้คนรู้จัก มาโนช พุฒตาล เป็นครั้งแรกได้อย่างไร


สมัยก่อนรายการโทรทัศน์ในเมืองไทยมันยังไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โต ไม่มีบริษัทเอกชนมาแย่งชิงช่วงเวลากันเหมือนสมัยนี้ สังเกตได้ว่าสมัยก่อนโฆษณาจะไม่เยอะอย่างสมัยนี้ แล้วเจ้าหน้าที่สถานีก็มีเวลาอยู่ในมือเยอะเลย อย่างเช่นช่างกล้องของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ มีรายการของตัวเอง ๒ รายการ ช่างฉากมี ๓ รายการ ทุกคนมีรายการอยู่ในมือเต็มไปหมด รายการต่าง ๆ เหล่านี้จะจัดกันสด ๆ ที่สถานี เอากล้องมาตั้งกันตรงนั้นเลย มีทั้งรายการเพลงลูกทุ่ง มีลิเกบ้าง ตอบคำถามบ้าง เท่าที่จะจัดกันได้ ตอนนั้นพี่ดำรงเองก็มีรายการอยู่ในมือเต็มไปหมด แค่ช่อง ๕ ช่องเดียวมีทั้ง “สุขสันต์วันเสาร์”, “คู่สร้างคู่สม”, “อ่านมากรู้มาก”, “ครอบครัวบันเทิง” เพราะตอนนั้นค่าเช่าเวลาออกอากาศครึ่งชั่วโมง ๗,๐๐๐ บาทซึ่งถือว่าถูกมาก พี่ดำรงก็บอกว่าเวลาเหลือเยอะ ทำไม่ไหว ขี้เกียจทำ เขาจะคืนเวลาให้ช่อง ๕ ผมก็เลยบอกพี่ดำรง ขอผมสักครึ่งชั่วโมงสิ ผมอยากทำรายการเพลง คือผมมีโปรเจ็กต์ทำส่งอาจารย์ตอนจะจบนิเทศฯ จุฬาฯ ผมอยากเอาโปรเจ็กต์นั้นมาออกโทรทัศน์จริง ๆ พี่ดำรงก็บอกเอาไปสิ ผมขอให้เขาช่วยค่าเวลาก่อนในช่วงแรก แล้วเขาก็วานพรรคพวกเพื่อนฝูงให้ช่วยมาลงโฆษณาที่พอจะเป็นค่าเวลาได้ ในที่สุดก็เกิดเป็นรายการ “เที่ยงวันอาทิตย์” ขึ้นมา ชื่อนี้พี่ดำรงตั้งให้เองเพราะมันออกอากาศตอนเที่ยงวันอาทิตย์พอดี ตอนแรกผมยังไม่พอใจ รู้สึกว่าชื่อโคตรเชยเลย พี่ดำรงเขาชอบตั้งชื่อเกี่ยวกับวันต่าง ๆ น่ะ เช่น เสาร์สโมสร อาทิตย์ยิ้ม พระจันทร์แย้ม (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วผมก็ตั้งชื่อเอาไว้แล้วว่า “โม่หิน” ผมอยากเป็นอย่าง Rolling Stones แต่พี่ดำรงบอกน่าเกลียด เอาเที่ยงวันอาทิตย์นี่