ในยุค 60-70' สำหรับผู้คนในอเมริกา
มีแต่ความหวาดระแวง สงคราม การฉกชิงอำนาจ การแบ่งฝ่าย
การรุกสู่ดินแดงของผู้อื่น เพียงเพื่อแสวงหาอำนาจของคนไม่กี่คน แน่นอนว่า...
ประชาชนไม่เคยเห็นด้วยกับกระบวนการทางความคิดต่างๆ นั้น
แต่เสียงเล็กๆ ที่ปราศจากอำนาจรัฐ ไร้ซึ่ง
กระบอกปืน ฯลฯ จะมีก็เพียงกีต้าร์โปร่ง
บทเพลง และกวีในร้านกาแฟข้างถนน
หรือไม่ก็สวนสาธารณะที่ไว้ระบายความอึดอัด
หรือจะเรียกว่าการต่อต้านก็ตาม ประโยคคำถามที่กึ่งบทกวี เช่น
-
อเมริกาเมื่อไรเธอจะเป็นคนดี
- อเมริกาเมื่อไรจะยอมเปลื้องผ้า
- เมื่อไรถึงจะหันมามองตัวเองผ่านหลุมฝังศพ
-
อเมริกาทำไมห้องสมุดเธอถึงร่ำไห้
-
อเมริกาเมื่อไรเธอถึงจะส่งไข่ไปให้อินเดียบ้าง ฯลฯ ...
no
direction home
ได้พยายามถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้มาให้เราได้เห็น
และได้รู้สึกถึงวันวานอย่างพอสมควร
หากจะกล่าวถึงชื่อ
Bob
Dylan สำหรับคอเพลง Folk/Folk rock
คงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี
แม้ผู้คนบางกลุ่มจะไม่สามารถเข้าถึงเพลงของเขาได้ทั้งหมด
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้คนจำนวนมากทีเดียว
ที่ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในตำนานในฐานะศิลปินผู้บุกเบิกดนตรีโฟร์ค
และ Bob Dylan ก็เป็นต้นแบบในหลายๆ
เรื่องให้กับศิลปินรุ่นหลังๆ ได้เดินตาม
ไม่ว่าจะเป็นแนวทางของดนตรี
หรือว่าจะเป็นวิถีชีวิตแห่งการต่อสู้...
ต่ออำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม มีประโยคเด็ดที่ผมเคยได้ยินมานานแล้ว
และก็มาได้ยินใน no direction home
นี้อีกครั้ง
นั่นคือ
"อย่าถามว่าประเทศนี้จะให้อะไรกับคุณได้บ้าง
แต่จงถามว่าคุณจะทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง"
...พวกนักการเมืองในยุคนี้น่าจะได้มีโอกาสฟัง
และคิดตามไปด้วยก็คงจะดีไม่น้อย... สำหรับในยุค 60-70
คำนี้ถือว่าเป็นคำที่โดนใจกลุ่มนักต่อต้าน หรือเคลื่อนไหวมากที่สุด
ask not... what your country can do for you!?
but ask... what you can do for
your country!?
Dylan
เขาก่อตัวเป็นหัวกบฏโดยต่อต้านผ่านบทเพลงตั้งแต่ปี 1966
ซึ่งก่อนหน้านี้ Dylan
ได้ตระเวนเล่นดนตรีรอบๆ New York city
มาตั้งแต่ยัง
ไม่ได้ออกอัลบัม บทเพลงของเขามักจะพูดถึงวิถีชีวิต การต่อสู้
และการหยุดยั้งความรุนแรง เช่นบทเพลง Blowin' in the
wind เป็นต้น
มีเรื่องราวว่า Bob Dylan
เข้าไปพบผู้บริหารค่ายเพลงแห่งหนึ่ง เขาได้นำบทเพลง
Blowin' in the wind
ไปร้องต่อหน้าผู้จัดการค่ายเพลง พอ Dylan
เอ่ยประโยคว่า How
many ears must one man have Before he can hear people cry?
ผู้จัดการเพลงถึงกับอาการคล้ายๆ จะหงายหลังไปเลย
เขาตั้งสติพร้อมๆ กับพูดกับ Dylan ว่า
"เอาล่ะพอแต่นี้ ผมต้องการคุณ"
บทเพลง Blowin' in the wind
จัดเป็นบทเพลงที่ถูกนำมาร้องด้วยศิลปินมากมาย หลากหลายเวอร์ชั่น
และหลากหลายแนวดนตรี (รวมกันแล้วอาจจะมากกว่า 10
Version) ไม่ว่าจะเป็น Folk, Jazz,
Blues ฯลฯ แต่ไม่มีการ Vote
ครั้งใดที่จะมีคะแนน Vote
เหนือ Original version
ของ
Bob Dylan ได้สักครั้งเดียว
Martin Scorsese :
ผู้กำกับที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวันออสการ์จากเรื่อง
GoodFellas ปี 1990 ที่นำแสดงโดย
Robert De Niro ได้นำเสนอ ชีวประวัติของ
Bob Dylan ผ่านภาพเก่าตั้งแต่ยุค 60'
ซึ่งแน่นอนว่า
บางสถานการและบางภาพเรายังไม่เคยได้ชมมาก่อน
ผลงาน no direction
home นี้ มีบทสัมภาษณ์ดีๆ ที่ Bob
Dylan ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา
เช่น ช่วงเวลาที่เริ่มต้นเล่นดนตรี
การเดินสายเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ อย่าง Peter Paul and
Mary และแฟนสาว Joan Baez
หรือจะเป็นการบอกเล่าถึงศิลปินที่ตัวเขายกย่อง
เช่น Johnny Cash เป็นต้น

ตัว Bob Dylan เอง
เคยมีความฝันอยากเป็นทหาร แต่ผมคิดว่า...
เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นวีรบุรุษที่จะยืนในสนามรบ
แต่เขาเกิดมาเพื่อจะเป็นวีรบุรุษที่จะยืนในสนามตัวโน๊ต
ผมเชื่อแบบนั้นอย่างสนิทใจ แล้วมาถึงวันนี้
มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
ผมสะใจกับบางช่วงบางตอนของ no direction home
แผ่นนี้
โดยเฉพาะช่วงทีมีการนำบทสัมภาษณ์จากการให้ปากคำของแฟนเพลง
Bob Dylan มาตีแผ่แบบตรงไปตรงมา
และนี่คือการให้ปากคำจากผู้ชม Dylan
แสดงบนเวทีในคืนวันหนึ่ง วันที่เขาได้เปลี่ยนไปตามกระแส
"เขาเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปมากจากคนเดิม"
"ผมคิดว่าเขายอมจำนนต่อรสชาติแห่งความนิยม"
(เอาใจตลาด มุงไปกับตลาดเพลงมากไป)
เขากำลังขายตัวเอง...
"คุณจะรู้สึกแย่ กำลังรู้สึกว่าคุณกำลังฟังเพลงขยะ"
คุณไม่มีโอกาสได้เห็นวิญญาณของ Dylan
ที่เคยได้แสดงออกบนเวที
"วง Backup
ห่วยๆ"
ผมทนดูไม่ไหวแล้ว น่าเบื่อมาก
ฯลฯ... (บางส่วนจากปากคำของแฟนเพลง)
หากผมจะวิจารณ์ Dylan บ้าง ในฐานะคนชอบโฟร์ค
ผมคงจะบอกว่า... บทเพลง Like a rolling stone
ของ Dylan
มันเหมือนตบหน้าคนโฟร์คชัดๆ
แต่พอได้ฟัง Like a rolling
stone หลายๆ รอบเข้า ผมบอกตัวเอง...
ผมไม่คิดแบบนั้นล่ะ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมื่อทุกๆ ครั้งที่
Dylan
ได้ขึ้นเวทีจับกีต้ารไฟฟ้าก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นแฟนพันธ์แท้
Folk ก็บอกว่า เขาทรยศดนตรีโฟร์คที่บริสุทธิ์

Joan Baez
(โจแอน บาแอช)
ชื่อนี้คงน้อยคนที่จะไม่รู้จัก บทเพลงอย่าง
Donna Donna
หรือ Diamond & Rush
ทำให้หลายๆ คนหลงรักเธอเข้าจนได้. Boy Dylan
ได้เล่าว่า Joan Baez
ได้ทำให้เขารู้สึกเหมือนว่า "เธอได้เข้ามาในโลกของเขา
ในทางมุมที่ต่างออกไป"
เธอเป็นนักดนตรีหญิงที่เป็น Folk music
เต็มตัว
หากใครไม่เคยมีโอกาสเห็นการบรรเลงของ Joan Baez
ก็จะได้เห็นใน no direction home
แผ่นนี้แหละครับ ผมได้เห็นเธอเล่น
Acoustic Guitar แล้วก็ต้องยอมรับว่า
เธอเป็นผู้หญิงที่มีทักษะดีมากคนหนึ่ง หากใครได้ซื้อ no
direction home มาดู
ก็ลองสังเกตจาการวางมือขวาและซ้ายดูครับ
แม้ตัว Boy Dylan ก็เอ่ยปากยอมรับว่า
Joan Baez เป็นผู้หญิงที่เล่นกีต้าร์เก่งคนหนึ่ง

Joan Baez เล่าว่า...
ฉันเห็น Bob Dylan ครั้งแรกที่กรีดส์
โฟร์ค ซิตี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นฉันเคยได้ยินชื่อเขามาก่อน
เขาเป็นอัจฉริยะ เขาเขียนเพลงได้ดีเหลือเชื่อ...
Joan Baez
บอกเล่าถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับ Dylan.
เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพ Joan Baez
จูงมือ Bob Dylan
ขึ้นบนเวทีเพื่อมาร้องเพลงคู่กัน แต่คุณจะได้มีโอกาสเห็นใน
no direction home
Bob Dylan เคยให้สัมภาษณ์ว่า
เมื่อตอนปี 1962 ที่สถานีวิทยุ WBAI Radio
ใน New York ว่า...
ผมไม่ได้ตั้งใจเรียกมันว่า ดนตรีแนวโฟร์ค แต่ผมเรียกมันว่า
ดนตรีร่วมสมัย. no direction home
ยังได้พูดถึงช่วงเวลาที่ Dylan
ได้สมาคมกับ Peter Paul & Mary
และช่วงเวลาที่เคยได้ร่วมร้องเพลงกันในจตุรัสวอชิงตัน
อีกบรรยากาศทีน่าสนใจมากก็คือ บรรยากาศของเทศกาลโฟร์ค ปี 1963
(Newport folk festival)
ผมเห็นแล้วก็รู้สึกว่าอยากจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในบรรยากาศนี้จริงๆ
ภาพของศิลปินต่างๆ มากมายที่เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลฯ
นี้ เช่น Johnny Cash ศิลปินผู้ซึ่งมี
Style การร้องเพลงในแบบฉบับของตัวเอง
ด้วยท่วงท่าที่แปลกตา ได้ขับร้องเพลง Walk the line
ที่โด่งดังของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม.
Dylanได้เคยกล่าวไว้ว่า Johnny Cash
คือพระเจ้าของเขา ครั้งหนึ่ง Johnny
Cash ยังเคยนำเพลงของเขาไปร้อง
นั่นคือเพลง Don't think twice it's
all right ซึ่งเขารู้สึกภูมิใจมากๆ แถมยังได้กีต้าร์จาก
Johnny Cash เป็นที่ระลึกอีก 1 ตัว
(ธรรมเนียมสมัยก่อนถือว่าเป็นการให้เกียรติ์และยกย่อง)

ผ่านมาถึงปี 1963 ในเดือนสิงหาคม ยุคแห่งการเดินขบวนในจตุรัสวอชิงตัน...
Bob Dylan ยังคงทำงานเพลงประท้วงอย่างไม่ลดละ
เคยมีคำถามจากปากนักข่าวว่า "วันนี้คุณจะไม่ร้องเพลงประท้วงหรือ?"
คำตอบจากปากของ Dylan ก็คือ ใครว่า...
เพลงของผมประท้วงทุกๆ เพลง ที่ผมทำอยู่อย่างเดียวคือ...
ประท้วง การออกเดินขบวน และการร้องเพลงประท้วง
เป็นการแสดงออกเพื่อสื่อให้เห็นว่า
ผู้คนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของเขา
การเดินขบวนทำให้รู้สึกมีความหวัง
ทำให้รู้สึกถึงความเป็นไปได้...
หลายๆ คนรู้จัก Bob Dylan
ในรูปแบบหรือแนวดนตรี Folk
ผมเองอยากจะลองเรียก
และตั้งชื่อแนวดนตรีของ Bob Dylan
ว่าเป็นแนวดนตรีประท้วง เรียกร้อง หรือแนวดนตรีต่อต้าน...
ประมาณๆ นั้น เมื่อคุณได้ชม no direction home
จนจบ คุณอาจจะหาชื่อแนวดนตรีของ Bob Dylan
ได้เหมือนผม และมันก็ไม่ผิดด้วย
หากว่าคุณจะตั้งชื่อแนวดนตรีของ Bob Dylan
เป็นชื่อแนวเดียวกันกับที่ผมตั้ง
เหมือนอย่างที่ Dylan
เคยกล่าวไว้ว่า... เพลงของผมประท้วงทุกๆ เพลง!
เพลงแนะนำเผื่อว่าเพื่อนๆ ท่านใด สนใจจะหาเพลงของ Bob
Dylan มาฟัง
sample song
:
>
Blowin' in the wind
>
Don't think twice it's all right
เตรียมพบกับชีวประวัติ
Bob Dylan (Biography)
เร็วๆ นี้
by
Mr.Jim
since 16/06/2006
|