"ส่วนประกอบต่างๆ ของ
Acoustic Guitar"
นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังนั้นเพื่อนๆ
น่าจะให้ความสนใจและพยายามจดจำชื่อ/ตำแหน่งของส่วนประกอบนั้นๆ
ให้ได้นะครับ
อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็นความรู้อย่างหนึ่งสำหรับการเรียนรู้ก่อนที่จะขึ้น
สู่ขั้นตอน
และลำดับสูงขึ้นไป ซึ่งในที่นี้
ผู้เขียนขอพูดถึงในบางส่วนเท่านั้นนะครับ
Headstock :
นับเป็นส่วนสำคัญทีเดียวครับ เพราะนอกจากทำหน้าที่เป็นตัวยึดและตั้งสายในส่วนด้านบนของกีต้าร์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งก็คือ
เป็นเหมือนเอกลักษณ์หรือเครื่องหมาย
ที่จะสามารถบอกได้ว่ากีต้าร์ตัวนี้เป็นผลผลิตจากบริษัท
โรงงาน หรือบุคคลใดที่ผลิตมันขึ้นมา
หลายๆ
บริษัทหรือบุคคลที่ผลิตกีต้าร์
จึงพยายามที่จะออกแบบส่วนหัวกีต้าร์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนใหญ่ Head นั้น
มักจะใช้ไม้ประเภทไม้เนื้อแข็ง เช่น Indian Rosewood
เป็นต้น
Tuning Keys : ลูกบิดทำหน้าที่สำหรับตั้งสายกีต้าร์
สำหรับกีต้าร์บางรุ่นก็อาจจะเปลี่ยนจากการใช้โลหะ มาเป็นไม้ Eboby
ที่มีลักษณะสีดำเข้ม ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง
Machine Head : เป็นส่วนที่ใช้สำหรับพัน หรือร้อยสายกีต้าร์นั้นเอง
Fret :
โดยปกติสำหรับ Acoustic Guitar ทรงมาตราฐานทั่วๆ ไป จะใช้ Fret
ฝังตรงตำแหน่งด้านหน้า Finger Board
จำนวน 20 Fret
Fingerboard :
โดยปกติจะทำจากไม้ Ebony หรือ Indian
rosewood ที่เป็นจำพวกไม้เนื้อแข็ง
Position marker dot inlay : ซึ่งโดยปกติเรามักจะเรียกสั้นๆ
ว่า "Dot inlay" ซึ่งจะทำหน้าที่บอกตำแหน่งของช่อง Fret ต่างๆ
และมักจะ
ฝั่งไว้ตรงตำแหน่ง 3 5 7 9 12 15 และ 17 สำหรับกีต้าร์ราคาแพงๆ จะใช้วัสดุจากเปลืองหอย/มุก
Binding : เป็นตัวที่ใช้รัดโดยวิธีการเดินขอบรอบลำตัวกีต้าร์
โดยใช้วัสดุจากพลาสติก, และกีต้าร์บางรุ่นก็จะใช้วัสดุประเภทเปลืองหอย
หรือมุก
มาประดับร่วมเข้าไปเพื่อเพิ่มความสวยงาม
Pick guard :
ทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันรอยขีดข่วน ที่อาจจะเกิดจากตัวของผู้เล่น เช่น
รอยที่เกิดจากการใช้ Pick
ฺBridge
: หรือสะพานสายที่ใช้สำหรับยึดสาย
"Bridge"
เป็นส่วนที่ต้องการความแข็งแรงมาก
เพราะต้องทำหน้าที่ยึดสายระหว่างหัวและท้ายของกีต้าร์
ดังนั้นไม้ที่ใช้ก็จะเป็นไม้เนื้อแข็งเช่น Indian Rosewood
หรือ Ebony
เป็นส่วนใหญ่
Top : ไม้ด้านหน้าซึ่งมีอีกชื่อเรียกว่า
"Soundboard"
มีความสำคัญมากทีเดียว
เพราะถือเป็นแหล่งกำเนิดของเสียง
ที่เราได้ยิน
ซึ่งถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแหล่งกำเนิดเสียง
(สำคัญมากกว่าไม้ด้านข้างและด้านหลัง)
ส่วนใหญ่จะแบ่งได้ตามประเภทใหญ่ๆ
ได้ดังนี้
-
Spruce ซึ่งก็จะแบ่งตามสายพันธุ์ออกมาอีก
เช่น Sitka spruce, Engelmann spruce เป็นต้น
ผู้ผลิตมักจะนิยมผลิต Acoustic Guitar
โดยเลือกใช้ไม้ชนิดนี้ เช่น Martin และ Taylor เป็นต้น
สำหรับเสียงที่ได้นั้น จะมีความนุ่มนวล/ทุ้ม
และอบอุ่นกว่าไม้ประเภทอื่นๆ
-
Cedar
จะให้เสียงที่แหลมคมกว่าไม้ Spruce
บริษัทที่มักจะนิยมผลิต Acoustic Guitar
โดยเลือกใช้ไม้ชนิดนี้
ก็คือ Taylor รุ่น
700 series และ Takamine
เป็นต้น สำหรับเสียงที่ได้นั้นจะมีความแหลมคมมาก
และมีการตอบสนองของเสียงที่ไวกว่า
ไม้ Spruce
Back/Side :
ไม้ด้านข้างและด้านหลัง
เป็นแหล่งของกำเนินเสียงเช่นกัน
ส่วนใหญ่ไม้ด้านหลัง/ข้างนั้น
จะทำมาจากไม้เนื้อแข็ง
เพื่อใช้รับแรง
สั่นสะเทือนของเสียงโดยตรง ส่วนประเภทของไม้ที่นิยมใช้คือ
Mahogany, Indian Rosewood และ Brazilian Rosewood
เป็นต้น ซึ่งแตก
ละประเภทของไม้ที่ใช้ประกอบเป็น Back/Side นั้น ก็จะมีผลต่อราคาของ กีต้าร์ด้วย เช่น ถ้าประกอบด้วย Indian rosewood
ก็จะมีราคาที่ถูก
กว่า Brazilian Rosewood
เป็นต้น
รายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่อง Top/Back/Side ดูได้ที่เมนู Acoustic
108 "Guitar Insight"
Saddle/Bridge pin : จะผลิตมากจากพลาสติกแข็ง ซึ่งก็จะแบ่งตามเกรด
ถ้าดีหน่อยก็จะมีราคาแพงกว่าปกติ และอีกประเภทที่ราคาสูงมาก
ก็คือ
Saddle ที่ทำมาจากกระดูกของสัตว์ (Bone)
บ้างก็มาจากงาช้าง (Fossil Ivory)
เช่นจากผู้ผลิตบริษัท Martin/Taylor Guitar เป็นต้น
ซึ่งวัสดุแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน ย่อมให้เสียงแตกต่างกันแน่นนอน
ซึ่งวัสดุที่ดีย่อมให้
คุณประโยชน์ที่ดีกว่าเป็นธรรมดา ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบ/ความพอใจนะครับ หากเราเปลี่ยนไปใช้ของดีๆ
ซึ่งก็จะมีราคาสูง เปลี่ยนแล้วมีความสุข
ก็เปลี่ยนไป
แต่อย่าคาดหวังสูงเกินไป ว่ามันจะให้ความรู้สึกแตกต่างจนทำให้กีต้าร์ในราคาไม่กี่พันบาทของคุณกลายเป็นกีต้าร์ตัวหลายหมื่น หรือ
กีต้าร์ตัวละไม่กี่หมื่นกลายเป็นกีต้าร์ตัวละแสนได้
(อย่าคาดหวังสูงนะครับ)
เพราะคุณภาพของเสียงที่แท้จริงมันมาจากประเภท/คุณภาพและอายุของไม้ที่ใช้ประกอบมากกว่าครับ เอาความรู้สึกว่าพอใจที่ได้ใช้
Saddle ดีๆ แล้วมีความสุขที่ได้เล่น
ผมว่าน่าจะดีที่สุด
(มีคำถามมากๆ ตรงนี้
จึงขออธิบายไว้แบบนี้แล้วกันนะครับ) สำหรับผมแล้ว ถ้าคุณมีงบจำกัด
ก็เอางบที่จะต้องจ่ายกับตรงนี้ ไปให้ความสำคัญกับเรื่องสายจะดีกว่าครับ
น่าจะคุ้มค่ากว่าครับ
ขอแถมท้ายด้วยทรงต่างๆ
ของกีต้าร์นะครับ...
Body : (ทรงของ Guitar)
รูปทรงของกีต้าร์นั้น ถูกพัฒนามาตั้งแต่โบราณแล้ว ดังนั้น
รูปทรงจึงมีมากมายหลายแบบ บางทรงก็เลิกทำไปแล้ว เพราะไม่ได้รับความนิยม
ผมจึงขอยกตัวอย่างรูปทรงที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง
ตามตัวอย่างดังนี้นะ
Acoustic Martin guitar :
 |
 |
 |
|
1.
Dreadnought |
2. OOO type
|
3. OM type
|
Acoustic Taylor guitar :
 |
 |
 |
|
4. Grand Concert |
5. Grand Auditorium |
6. Jumbo
|
Acoustic santa cruz guitar :
 |
 |
 |
|
1. F model |
2.
OM type |
3. OOO type
|
|
SCALE LENGTH
: ซึ่งจะวัดจากตำแหน่งของ NET (ตัวรองสายด้านบน) มาถึงส่วน Bridge (ตัวรองสายด้านล่าง)
ซึ่งขนาดของความยาวที่ว่านั้น ก็ไม่แน่นอน
แต่จะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตนั้นๆ ยกตัวอย่าง เช่น
- โรงงาน Martin
ผลิตกีต้าร์ทรง "Dreadnought"
โดยใช้
SCALE LENGTH 25.4"
ทรง "OM" โดยใช้
SCALE LENGTH 25.4"
ทรง "OOO" โดยใช้
SCALE LENGTH 24.9"
เป็นต้น
- โรงงาน Santa Cruz
ผลิตกีต้าร์ทรง "OOO" โดยใช้
SCALE LENGTH 25.375"
ทรง "OM"
โดยใช้
SCALE LENGTH 25.375"
ทรง "OO"
โดยใช้
SCALE LENGTH 24.75"
เป็นต้น
|
หวังว่าทุกๆ ท่าน
ที่เพิ่งจะมีความสนใจในเรื่องของ
Acoustic Guitar คงจะได้รับประโยชน์ จากหัวข้อ
"Parts of Acoustic Guitar"
ของเราบ้าง
ไม่มากก็น้อยนะครับ
เมื่อเวลาที่เราเรียกส่วนหนึ่งส่วนใดของกีต้าร์ไม่ถูก
มันรู้สึกรำคาญตัวเอง
เคยเป็นกันบ้างหรือเปล่าครับ? ผมเคยเป็นมาก่อน
แม้ทุกๆ วันนี้ ก็ยังลืมๆ ชื่อของแต่ละตำแหน่ง ของกีต้าร์เลยครับ ดังนั้นจึงนำเรื่องนี้มานำเสนอครับ
และเมื่ออยากจะทบทวนความจำก็สามารถเข้ามาดูที่นี้ได้ตลอดครับ
ต่อไปนี้ทุกๆ ท่าน คงจะรู้สึกมั่นใจขึ้น
เมื่อเวลาที่จะพูดถึงเรื่องส่วนต่างๆ ของ Acoustic Guitar
อย่างไรก็ต้องขอขอบพระคุณ
ที่ติดตามข่าวสาร/ข้อมูลใน
"108 Acoustic"
ของเรานะครับ
แล้วเจอกันในครั้งถัดไปครับ
|