Acoustic
108
 


Parts of guitar


"
ส่วนประกอบต่างๆ ของ Acoustic Guitar"  นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังนั้นเพื่อนๆ น่าจะให้ความสนใจและพยายามจดจำชื่อ/ตำแหน่งของส่วนประกอบนั้นๆ ให้ได้นะครับ อย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็นความรู้อย่างหนึ่งสำหรับการเรียนรู้ก่อนที่จะขึ้น
สู่ขั้นตอน
และลำดับสูงขึ้นไป ซึ่งในที่นี้ ผู้เขียนขอพูดถึงในบางส่วนเท่านั้นนะครับ

Headstock : นับเป็นส่วนสำคัญทีเดียวครับ เพราะนอกจากทำหน้าที่เป็นตัวยึดและตั้งสายในส่วนด้านบนของกีต้าร์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งก็คือ
เป็นเหมือนเอกลักษณ์หรือเครื่องหมาย ที่จะสามารถบอกได้ว่ากีต้าร์ตัวนี้เป็นผลผลิตจากบริษัท โรงาน หรือบุคคลใดที่ผลิตมันขึ้นมา หลายๆ บริษัทหรือบุคคลที่ผลิตกีต้าร์ จึงพยายามที่จะออกแบบส่วนหัวกีต้าร์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนใหญ่ Head นั้น มักจะใช้ไม้ประเภทไม้เนื้อแข็ง เช่น Indian Rosewood
เป็นต้น

Tuning Keys : ลูกบิดทำหน้าที่สำหรับตั้งสายกีต้าร์ สำหรับกีต้าร์บางรุ่นก็อาจจะเปลี่ยนจากการใช้โลหะ มาเป็นไม้ Eboby ที่มีลักษณะสีดำเข้ม ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง

Machine Head : เป็นส่วนที่ใช้สำหรับพัน หรือร้อยสายกีต้าร์นั้นเอง

Fret : โดยปกติสำหรับ Acoustic Guitar ทรงมาตราฐานทั่วๆ ไป จะใช้ Fret ฝังตรงตำแหน่งด้านหน้า Finger Board
จำนวน 20 Fret

Fingerboard : โดยปกติจะทำจากไม้ Ebony หรือ Indian rosewood ที่เป็นจำพวกไม้เนื้อแข็ง

Position marker dot inlay : ซึ่งโดยปกติเรามักจะเรียกสั้นๆ ว่า "Dot inlay" ซึ่งจะทำหน้าที่บอกตำแหน่งของช่อง Fret ต่างๆ และมักจะ
ฝั่งไว้ตรงตำแหน่ง 3 5 7 9 12 15 และ 17 สำหรับกีต้าร์ราคาแพงๆ จะใช้วัสดุจากเปลืองหอย/มุก

Binding : เป็นตัวที่ใช้รัดโดยวิธีการเดินขอบรอบลำตัวกีต้าร์ โดยใช้วัสดุจากพลาสติก, และกีต้าร์บางรุ่นก็จะใช้วัสดุประเภทเปลืองหอย หรือมุก
มาประดับร่วมเข้าไปเพื่อเพิ่มความสวยงาม

Pick guard : ทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันรอยขีดข่วน ที่อาจจะเกิดจากตัวของผู้เล่น เช่น รอยที่เกิดจากการใช้ Pick

Bridge : หรือสะพานสายที่ใช้สำหรับยึดสาย "Bridge" เป็นส่วนที่ต้องการความแข็งแรงมาก เพราะต้องทำหน้าที่ยึดสายระหว่างหัวและท้ายของกีต้าร์ ดังนั้นไม้ที่ช้ก็จะเป็นไม้เนื้อแข็งเช่น Indian Rosewood หรือ Ebony เป็นส่วนใหญ่

Top : ไม้ด้านหน้าซึ่งมีอีกชื่อเรียกว่า "Soundboard"  มีความสำคัญมากทีเดียว เพราะถือเป็นแหล่งกำเนิดของเสียง
ที่เราได้ยิน
ซึ่งถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแหล่งกำเนิดเสียง (สำคัญมากกว่าไม้ด้านข้างและด้านหลัง) ส่วนใหญ่จะแบ่งได้ตามประเภทใหญ่ๆ
ได้
ดังนี้

- Spruce  ซึ่งก็จะแบ่งตามสายพันธุ์ออกมาอีก เช่น Sitka spruce, Engelmann spruce เป็นต้น ผู้ผลิตมักจะนิยมผลิต Acoustic Guitar
โดยเลือกใช้ไม้ชนิดนี้ เช่น
Martin และ Taylor เป็นต้น สำหรับเสียงที่ได้นั้น จะมีความนุ่มนวล/ทุ้ม และอบอุ่น
กว่าไม้ประเภทอื่นๆ

- Cedar  จะให้เสียงที่แหลมคมกว่าไม้ Spruce บริษัทที่มักจะนิยมผลิต Acoustic Guitar โดยเลือกใช้ไม้ชนิดนี้
ก็คือ
Taylor รุ่น 700 series และ Takamine เป็นต้น สำหรับเสียงที่ได้นั้นจะมีความแหลมคมมาก และมีการตอบสนองของเสียงที่ไวกว่า
ไม้
Spruce

Back/Side : ไม้ด้านข้างและด้านหลัง เป็นแหล่งของกำเนินเสียงเช่นกัน ส่วนใหญ่ไม้ด้านหลัง/ข้างนั้น จะทำมาจากไม้เนื้อแข็ง เพื่อใช้รับแรง
สั่นสะเทือนของเสียงโดยตรง ส่วนประเภทของไม้ที่นิยมใช้คือ Mahogany, Indian Rosewood และ Brazilian Rosewood เป็นต้น ซึ่งแตก
ละประเภทของไม้ที่ใช้ประกอบเป็น
Back/Side นั้น ก็จะมีผลต่อราคาของ กีต้าร์ด้วย เช่น ถ้าประกอบด้วย Indian rosewood ก็จะมีราคาที่ถูก
กว่า
Brazilian Rosewood เป็นต้น
รายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่อง Top/Back/Side ดูได้ที่เมนู Acoustic 108  "Guitar Insight"

Saddle/Bridge pin : จะผลิตมากจากพลาสติกแข็ง ซึ่งก็จะแบ่งตามเกรด ถ้าดีหน่อยกจะมีราคาแพงกว่าปกติ และอีกประเภทที่ราคาสูงมาก
ก็คือ
Saddle ที่ทำมาจากกระดูกของสัตว์ (Bone) บ้างก็มาจากงาช้าง (Fossil Ivory)
เช่นจากผู้ผลิตบริษัท
Martin/Taylor Guitar เป็นต้น ซึ่งวัสดุแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน ย่อมให้เสียงแตกต่างกันแน่นนอน ซึ่งวัสดุที่ดีย่อมให้
คุณประโยชน์ที่ดีกว่าเป็นธรรมดา ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบ/ความพอใจนะครับ หากเราเปลี่ยนไปใช้ของดีๆ ซึ่งก็จะมีราคาสูง เปลี่ยนแล้วมีความสุข
ก็เปลี่ยนไป แต่อย่าคาดหวัง
สูงเกินไป ว่ามันจะให้ความรู้สึกแตกต่างจนทำให้กีต้าร์ในราคาไม่กี่พันบาทของคุณกลายเป็นกีต้าร์ตัวหลายหมื่น หรือ
กีต้าร์ตัวละไม่กี่หมื่นกลายเป็นกีต้าร์ตัวละแสนได้ (อย่าคาดหวังสูงนะครับ) เพราะคุณภาพของเสียงที่แท้จริงมันมาจากประเภท/คุณภาพและอายุของไม้ที่ใช้ประกอบมากกว่าครับ เอาความรู้สึกว่าพอใจที่ได้ใช้ Saddle
ดีๆ แล้วมีความสุขที่ได้เล่น ผมว่าน่าจะดีที่สุด
(มีคำถามมากๆ ตรงนี้ จึงขออธิบายไว้แบบนี้แล้วกันนะครับ) สำหรับผมแล้ว ถ้าคุณมีงบจำกัด ก็เอางบที่จะต้องจ่ายกับตรงนี้ ไปให้ความสำคัญกับเรื่องสายจะดีกว่าครับ น่าจะคุ้มค่ากว่าครับ

ขอแถมท้ายด้วยทรงต่างๆ ของกีต้าร์นะครับ...

Body : (ทรงของ Guitar) รูปทรงของกีต้าร์นั้น ถูกพัฒนามาตั้งแต่โบราณแล้ว ดังนั้น รูปทรงจึงมีมากมายหลายแบบ บางทรงก็เลิกทำไปแล้ว เพราะไม่ได้รับความนิยม ผมจึงขอยกตัวอย่างรูปทรงที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง ตามตัวอย่างดังนี้นะ

 

Acoustic Martin guitar :

1. Dreadnought         2. OOO type 3.  OM type

                               

 

Acoustic Taylor guitar :

4. Grand Concert         5. Grand Auditorium        6. Jumbo

 

 

Acoustic santa cruz guitar :

1. F model   2. OM type  3.  OOO type

              

SCALE LENGTH : ซึ่งจะวัดจากตำแหน่งของ NET (ตัวรองสายด้านบน) มาถึงส่วน Bridge (ตัวรองสายด้านล่าง)
ซึ่งขนาดของความยาวที่ว่านั้น ก็ไม่แน่นอน แต่จะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตนั้นๆ ยกตัวอย่าง เช่น

- โรงงาน Martin
ผลิตกีต้าร์ทรง "
Dreadnought" โดยใช้ SCALE LENGTH  25.4"
ทรง "OM"  โดยใช้  SCALE LENGTH 25.4"

ทรง "OOO"  โดยใช้
 SCALE LENGTH  24.9" เป็นต้น

- โรงงาน Santa Cruz
ผลิตกีต้าร์ทรง "OOO"  โดยใช้  SCALE LENGTH  25.375"
ทรง "OM"
 โดยใช้  SCALE LENGTH 25.375"
ทรง "OO"
 โดยใช้  SCALE LENGTH  24.75" เป็นต้น

 

หวังว่าทุกๆ ท่าน ที่เพิ่งจะมีความสนใจในเรื่องของ Acoustic Guitar คงจะได้รับประโยชน์ จากหัวข้อ "Parts of Acoustic Guitar" ของเราบ้าง
ไม่มากก็น้อยนะครับ
เมื่อเวลาที่เราเรียกส่วนหนึ่งส่วนใดของกีต้าร์ไม่ถูก  มันรู้สึกรำคาญตัวเอง เคยเป็นกันบ้างหรือเปล่าครับ? ผมเคยเป็นมาก่อน แม้ทุกๆ วันนี้ ก็ยังลืมๆ ชื่อของแต่ละตำแหน่ง ของกีต้าร์เลยครับ ดังนั้นจึงนำเรื่องนี้มานำเสนอครับ และเมื่ออยากจะทบทวนความจำ็สามารถเข้ามาดูที่นี้ได้ตลอดครับ

ต่อไปนี้
ทุกๆ ท่าน คงจะรู้สึกมั่นใจขึ้น เมื่อเวลาที่จะพูดถึงเรื่องส่วนต่างๆ ของ Acoustic Guitar อย่างไรก็ต้องขอขอบพระคุณ ที่ติดตามข่าวสาร/ข้อมูลใน "108 Acoustic"
ของเรานะครับ แล้วเจอกันในครั้งถัดไปครับ

 

กลับหน้าแรก Acoustic 108