New Released
 


"โอกาสนี้ผมขอหยิบยกผลงานที่ไม่ใช่แนว Acoustic มานำเสนอนะครับ แต่เป็นผลงานหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามไป"

 

Ray Charles เกิดเมื่อปี 23 กันยายน ปี 1930 และไม่ได้ตาบอดมาแต่กำเนิด แต่ด้วย
ช่วงเวลาที่เขายังเป็นเด็ก เขามักจะเดินออกไปมองแสงแดดด้วยตาเปล่าอยู่บ่อยๆ สาเหตุเพราะเขาชอบความสดใสของแสงแดดในยามเช้า Ray Charles ได้สูญเสียการมองเห็นเมื่อตอนอายุ 6 ขวบ

Ray เดินอยู่บนถนนดนตรีมาตั้งแต่ยุค 50 ส่วนยุคที่ Ray Charles โดดเด่นที่สุดคือ 50
ถึงปลาย 60 เขาได้ีรับการยอมรับว่าเป็นศิลปินเดี่ยวแถวหน้าในแนวดนตรีแบบ R&B Jazz Soul Blues Rock’n Roll ฯลฯ หากจะสื่อให้เข้าใจก็คือ ดนตรีในแขนงที่มีคนดำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้นเอง อาจจะกล่าวได้่ว่า Ray Charles เป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนของการยอมรับในเรื่องของสีผิว

Ray เป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องผู้หญิง ยาเสพติด และเรื่องของน้องแต่เป็นฝันร้าย
จนเกือบทำให้ชีวิตของเขาพังมาแล้ว แต่คุณภาพของ Ray Charles ยืนยันได้ด้วย 13 รางวัลแกรมมี่ และการถูกเสนอชื่อให้เข้าไปสู่หอเกียรติยศของวงการร็อกแอนด์โรลตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการโหวต
และเขายังเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจของศิลปินรุ่นหลังอีกด้วย

 

Ray Charles สามารถคิดค้นรูปแบบของเพลง Pop ของคนผิวดำขึ้นมาได้เมื่อช่วงยุค 50 ด้วยการผสมผสาน R & B ผ่านเนื้อหาที่ตรงไปตรงมา
และหากดูลึกลงไปอีก เขายังเป็นคนแรกที่นำเอาเพลงที่ร้องในโบถ์มาปรับแต่งให้กลายเป็นแนวของ Ray ดังนั้น เขาจึงเป็นผู้นำทางดนตรีอย่างแท้จริงอีกคนหนึ่งในวงการเพลงยุค 50

Ray Charles เสียชีวิตในวันที่ 11 มิถุนายน 2004 ที่ผ่านมาไม่นานนี่เอง ด้วยวัย 73 ปี ซึ่งในอเมริกานั้นถือเป็นความ
สูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของชาติทีเดียว (ข่าวนี้ในบ้านเราอาจจะไม่โด่งดังเท่ากับ John Denver หรือ John Lennon)

“ผมเคยบันทึกเสียงกับศิลปินที่มีฝีไม้ลายมือดีๆ มาหลายต่อหลายคน ในช่วงที่ผ่านมาของชีวิตการเป็นนักดนตรี แต่ทว่าผมไม่เคยทำอัลบั้มร้องเพลงคู่โดยตัวผมเองเลย ณ ขณะนี้มันผ่านมาเนินนาน ควรที่จะถึงวันนั้นสะที เพราะผมก็แก่มากแล้ว ผมอยากจะได้แจมกับเพื่อนๆ ซึ่งผมรัก และศิลปินที่เยี่ยมยอดที่จะมาร้องเพลงสดๆ กับผมในสตูดิโอ”

นั่นคือคำกล่าวของ "เรย์ ชาร์ลส (Ray Charles)" ศิลปินตาบอดผู้ที่นำพาเสียงเพลง และบทเพลงที่ผ่านดวงตาอันมืดบอดทั้งสองข้าง แต่ทว่าหัวใจของเขากลับสว่าง และสดใส่อยู่ตลอดเวลา




อัลบั้ม "Genius Loves Company" อาจจะมีทั้งถูกใจและก็ไม่ถูกใจ ถามว่าทำไม...?
ผมคิดว่าหากจะเอาความเป็นตัวตนของ Ray Charles แล้วละก็ มันต้องมีลูกบ้า ดุดันและหนักแน่นด้วยเสียงของ Keyboard ในแบบ R&B Jazz Soul Blues Rock’n Roll แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้เกิดขึ้นในอัลบัมชุดนี้มากมายอย่างที่ผ่านมา ตรงข้ามคือ มีความสุขุม เยือกเย็น ผ่อนคลาย ผ่านอารมณ์เพลงแบบบัลลาดที่แฝงกลิ่นไิอของ pop music และนี่ก็คือสองสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกรรม ต่างวาระ ดังนั้นก็คงจะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ทว่าสำหรับผม...
ผมว่ามันเจ๋ง และคลาสสิคมากๆ

ผมชื่นชอบและอยากจะแนะนำบทเพลงอย่าง "Here we go again" ที่ร้องกับสาวน้อย
Norah Jones โอ... พระเจ้า?! ผมว่ามันเจ๋งสุดๆ สำหรับเพลงนี้ น้ำเสียงของ Norah Jones คงทำให้หนุ่มๆ ขาอ่อนเข่าอ่อนได้ไม่ยาก แต่ทว่าสำเนียงน้ำเสียงของ Ray Charles

ที่หวานและออดอ้อนก็ทำให้เราหัวใจหวั่นไหวได้เช่นกัน ยิ่งท่อนที่ solo - keyboard... มันช่างบาดจิตใจ

มาถึงบทเพลง "Sweet Potato Pie With"
บทเพลงนี้ทำให้ผมตื่นจากภวังค์อีกครั้ง เพราะบทเพลงนี้ มีศิลปินในดวงใจผมอีกคนเข้ามาร่วมร้องกับ Ray
นั่นคือ James Taylor ผ่านการบรรเลงในแนว Jazz Blues สนุกๆ ผมว่ามันเข้าท่า และคิดว่าความฝันของ
James Taylor เป็นจริงแล้ว เพราะหากใครเป็นแฟนเพลง James Taylor จะรู้ว่าเขามักจะใส่แนวดนตรีใน
แบบนี้ลงไปในเกือบทุกๆ อัลบัมของเขา

บทเพลงสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึง และไม่กล่าวไม่ได้เลย เพราะผมชื่นชอบบทเพลงนี้มาตั้งแต่ช่วงอายุ
สัีก 20 ต้นๆ ได้ฟังมานานและหลากหลาย Version พอมาเจอ Ray ร้อง ผมแทบจะหัวใจสลายไปอย่าง
ความหมายของเพลงนี้จริงๆ ผมกำลังพูดถึงบทเพลงที่ชื่อว่า "You don't know me"
ผมเข้าใจว่าบทเพลงนี้เกิดมาตั้งแต่ยุค 50 ปลายๆ เกือบถึง 60 แต่ทว่า Ray ไม่ได้เป็นผู้เขียนเพลงนี้นะครับ
ผู้เขียนเพลงนี้คือ Eddy Arnold (หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นศิลปินแนว country ครับ) Ray เคยนำเอาบทเพลงนี้
มาใส่ลงในอัลบัมของเขาตอนช่วงปี 1962 แต่มันก็ดังเป็นพลุแตก อาจจะด้วยเนื้อหาของความรัก แต่เป็นรัก
ที่ไม่สมหวัง เนื้อหาที่แดกดัน และหลบซ่อน โอ... พระเจ้า ผมว่ามันเจ๋งมากๆ ครับ
บทเพลงนี้ Ray ร้องคู่กับ Dianna Krall ศิลปินแนว Jazz ที่เคยมาเปิดการแสดงบ้านเรา เธอสวยและน่ารัก
แถมเสียงดีอีกตั้งหาก โดยเฉพาะฝีมือการเล่นเปียโนก็ยอดเยี่ยมครับ

นอกนั้นบทเพลงอย่าง Sorry seems to be the hardest words, Crazy love, Fever ก็น่าฟังทั้งสิ้น

อัลบั้ม "Genius Loves Company" เป็นการบันทึกในช่วงเดือนสุดท้ายของการจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ของ Ray Charles!
 
ผลงานชิ้นนี้เป็นอีกหนึ่งงานเพลงที่น่าจะหาเก็บเอาไว้ ผมเดินไปซื้ออัลบัมนี้ในวันที่สองของการวางแผง
ถึงวันนี้แผ่นซีดีแผ่นนี้ก็เป็นอีกแผ่นหนึ่งทีผมเปิดฟังบ่อยที่สุด และในโอกาสข้างหน้าคงจะได้นำเสนอ
ประวัติของ Ray มาเล่าสู่กันฟังให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งนะครับ

"แด่ Ray Charles ผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ ผู้ซึ่งเป็นนักต่อสู้ในใจผมตลอดไป"



 

by : Jim
since 7/04/2006


 

|Back|