
|
Specifications
:
Type - Shape 6-String GS body
Back & Sides - Indian Rosewood
Top - Sitka Spruce
Soundhole - Rosette Abalone
Neck - Tropical American Mahogany
Fretboard - Ebony with Binding
Fretboard Inlay - Abalone Dots
Headstock Overlay - Indian Rosewood
Binding - Ivoroid
Bridge - Ebony
Nut & Saddle - Tusq
Tuning - Machines Gold plated Taylor Tuners |
 |
Strings Elixir - NANOWEB Coating
Scale Length - 25 1/2 Inches
Neck Width at Nut - 1 3/4 Inches
Number of Frets - 20
Bracing Scalloped, X-Brace
Finish Gloss
Cutaway - None
Electronics - None
Body Width - 16 1/4 inches
Body Depth - 4 5/8 Inches
Body Length - 20 Inches
Overall Length - 41 Inches
Case GS Series Deluxe Hardshell
|
ประวัติย่อของ Acoustic taylor/GS series
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวของกีต้าร์ชั้นดีระดับต้นๆ
ของโลก หากเป็นเมื่อกว่า 10-20 ปีก่อนหน้านี้ ชื่อของ Acoustic
Taylor อาจจะไม่ค่อยคุ้นหู
หรือเป็นที่ยอมรับในมุมกว้างมากสักเท่าไร แต่หากวันนี้ทุกๆ
อย่างก็ได้เปลี่ยนไปตามวันและเวลา เมื่อพูดถึงกีต้าร์ชั้นดี แน่นอนว่า
Acoustic Taylor เป็นหนึ่งในนั้น
Acoustic Taylor guitar เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30
ปีมาแล้ว นั้นคือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 ณ California.
แต่เมื่อนับตามอายุ โดยไปเปรียบเทียบกับอายุของกีต้าร์บางยี่ห้อ
เช่น Gibson หรือโดยเฉพาะ
Martin ยิ่งเทียบไม่ได้
แต่ด้วยความใส่ใจต่อกระบวนการผลิต และการกลั่นกรองต่อคุณภาพ วันนี้
Acoustic Taylor
จึงสามารถไปขึ้นยืนเทียบชั้นกับ Acoustic Martin
หรือกีต้าร์หลายๆ ยี่ห้อได้อย่างสบายๆ (แต่กับ
Martin อาจะกล่าวได้ว่า
เป็นการเจาะลูกค้าคนละกลุ่ม) ซึ่งถือว่า Acoustic Taylor
พัฒนาตัวสินค้าได้เร็วมาก
Taylor ได้มีการพัฒนารูปแบบในการผลิตกีต้าร์เรื่อยมาตลอด
ซึ่งหลากหลายรูปแบบ และได้มีการผลิตทรงกีต้าร์ต่างๆ ออกมา เช่น
Jumbo (ที่บางท่านอาจจะได้เห็น
Neil Young ใช้เล่นบนเวที),
ทรง
Dreadnought หรือจะเป็นรุ่น
Limited ต่างๆ และ Signature
(มีลายเซ็นของศิลปินอยู่บนกีต้าร์)
และที่เห็นว่าจะโด่งดังที่สุดก็คือ Grand Concert
และ
Grand Auditorium
ซึ่งทั้งสองทรงนี้ได้กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้าของ
Acoustic Taylor ไปแล้ว
"เมื่อต้นๆ ปี 2006 ที่ผ่านมานี้ ทาง Taylor
ได้เปิดตัว GS Series" (โดยใช้ทรง Grand
symphony) โดยได้ออกมาทั้งหมด 4 รูปแบบ
คือ
1. Mahogany/Cedar
2. Maple/Spruce (sitka)
3. Rosewood/Cedar
4. Rosewood/Spruce (sitka)
ลักษณะของงาน
GS Series
ผลิตออกมาโดยยึด Concept ที่เรียกว่า
"Pure Acoustic" จึงไม่มีการติดภาคไฟฟ้า
(Pre.) ติดมากับกีต้าร์เหมือนอย่างเช่นรุ่นอื่นๆ
ซึ่งจะมีการ
ตั้งรหัส E ต่อท้าย เพื่อให้รู้ว่า
นี่คือรุ่นที่มีภาคไฟฟ้า (pre.) ติดอยู่ด้วย
เช่น 414ce เป็นต้น
ส่วนทรง (Body) ก็จะใช้ชื่อว่า "Grand symphony"
โดยผลิตออกมาทั้งหมด 4 รุ่น
ซึ่งใช้ประเภทของไม้ที่แตกต่างกันออกไป (ตามที่กล่าวมาข้างต้น)
>ภาพประกอบของชุด GS Series
(คลิกที่ภาพ เพื่อให้ภาพขยายชัดเจนขึ้น)
|
ลักษณะของงาน
Model : GS
นั้น
เน้นความเรียบง่าย ดูสะอาดตา ข้อดีของกีต้าร์ที่ไม่เน้นจำพวก
Abalone เข้ามาประดับมากๆ
ก็จะทำให้ราคาไม่สูงจนเกินไป.
Acoustic Taylor ดูเหมือนจะยังคงเน้น
และให้ความใส่ใจต่อรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั่นคือ ทุกๆ
ระเบียบนิ้วจะเนียบ งานแต่ละจุดจะเรียบร้อย
และเมื่อสังเกตจากไม้หน้า
|Top|
จะเห็นได้ว่า Taylor
คัดไม้สำหรับทำรุ่น GS นี้เป็นพิเศษ
คือคัดไม้หน้าได้สวยมากทีเดียว ส่วน
Headstock เป็นสีทองสวยงาม (Machines
Gold),
ในส่วนของ Sound-hole
ก็จะเป็นแบบ Rosette Abalone
ที่คัดเกรดอย่างดี (สามารถเปรียบเทียบกับรุ่นที่ต่ำกว่านี้ได้)
Bridge & Finger-board
เป็นไม้ Ebony
(ไม้ชนิดนี้ให้คุณสมบัติความแข็งแรงเช่น Rosewood
แต่มีจุดเด่นที่เป็นไม้สีดำเข้มจัด) ส่วน
Action (ระยะความสูงของสายจาก
Finger-board) ก็ทำมาได้ดี แทบไม่ต้องแต่ง
โดยรวมแล้วเล่นได้สบายมือครับ แต่หากใครชอบต่ำมากๆ
ก็สามารถปรับลงได้ แต่อย่าลืมว่า Action
ที่ต่ำมากๆ แม้จะเล่นได้สบายนิ้ว/มือ
แต่ก็อาจจะทำให้ซาวขาดหาย (ออกได้ไม่เต็มที่) ไปได้
ลักษณะของเสียง
(จากการทดสอบตัวที่เป็น Top : Sitka
Spruce/
Back-Side : Indian Rosewood)
Grand symphony
เป็นทรงที่ให้ลักษณะของเสียง (Tone)
ที่แตกต่างจากทรง Grand Concert
และ
Grand Auditorium
มากพอสมควร (จากการเล่น/ฟัง จะสามารถจำแนกเสียงได้โดยไม่ยาก)
หากใครเคยได้ลองเล่นทรง Grand Concert
และ
Grand Auditorium
จะเห็นว่า Acoustic Taylor
เน้นให้เสียงที่แหลมคมชัด โดยจะไม่เน้นเสียงที่ให้ความทุ้มลึก
หรือเน้นหนักที่เสียงเบส แต่สำหรับทรง Grand symphony
หรือ GS
นี้ Acoustic Taylor
จะให้ความสนใจในเรื่องของการเติมเสียงทุ้มลึก
และให้เสียงเบสที่มากขึ้น
มันจึงสามารถตอบสนองให้กับผู้ที่ชอบทุ้มลึก
หรือเสียงที่หนา (bold voice)
ได้อย่างดี
|
 |
Grand Concert
และ
Grand Auditorium
อาจจะไม่สามารถตอบสนองผู้ที่ชอบเสียงเบสหนาๆ
หรือเสียงทุ้มลึกมากๆ (ผู้ที่ชอบเล่น Strumming
จะเน้นเสียงดังกล่าวนี้) เช่นเดียวกันในทางตรงข้าม...
Grand Concert
และ
Grand Auditorium
กลับให้ความรู้สึก และการตอบสนองต่อเสียงแหลมคมชัดของโน๊ตได้มากกว่า
(ผู้ที่เล่น Fingerstyle
จะชอบซาวน์นี้มากกว่า กล่าวไปแล้วก็เหมือนกับศิลปินแนว
Fingerstyle/picking
ที่ชอบเล่นกีต้าร์ทรง OM เป็นต้น)
แต่... สำหรับ
Grand symphony แล้วนั้น
มันสามารถตอบสนองทั้งสองส่วน (ทุ้มลึก+แหลมคมชัด)
ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แน่นอนว่า กีต้าร์ตัวเดียว/ทรงเดียว
อาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการ
หรือความเหมาะสมกับเพลงในแนวต่างๆ ได้ทั้งหมด (ซึ่งผมเห็นด้วย)
แต่หากจะมาลองพูดถึงทรงกีต้าร์สัก 1 ทรง
ที่จะสามารถครอบคุมรูปแบบ (Style)
การเล่นในแนวต่างๆ
ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ผมคิดว่า
"Grand symphony เป็นกีต้าร์ทรงหนึ่งที่ทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจมากทีเดียว"
จากการได้เล่น โดยทั้งสองรูปแบบ นั่นคือทั้ง
Strumming และ
Finger-packing ผลที่ได้คือ
- Strumming
ด้วยน้ำหนักของมือขวาที่แรงพอสมควร (เท่าที่เพลงทั่วๆ
ไปจะลงน้ำหนักนั้นๆ เช่นเพลงของคณะ America
เป็นต้น) เสียงได้ออกมายังชัดเจน
ไม่แตกกระจาย
หรือให้เสียงที่คมมากจนเกินไปกระทั่งขาดเสียงทุ้มลึกของเบส
(สาย 4-5-6)
นั้นคือ
Overtones ไม่ล้ำหน้า
หากใครนึกเสียง Overtones ไม่ออก
ก็อยากจะให้ลองเล่นกีต้าร์ที่ทำจากไม้ Cedar
- Finger/packing
แม้จะได้เสียงทุ้มลึกเข้ามา แต่
Overtones
ยังยอดเยี่ยมตาม Style ของ
Taylor ครับ ส่วนเรื่องของ Balance
นั้นก็หายห่วงสำหรับ Taylor
ผลก็คือ
ไม่มีเสียงใดจากสายหนึ่งสายใดลอยชัดออกมามากกว่ากัน
Separation
ดีมาก ฟังชัดเจนทุกๆ สาย ไม่มีโน๊ตตัวใดจากสายหนึ่งสายใด
over
ออกมาให้ได้ยิน, ส่วน Sustain (หางเสียง/บอกระยะเวลาความยาวนานของเสียงจากโน๊ตตัวหนึ่งตั้งแต่เริ่มดังจนเงียบ)
ก็เยี่ยมเช่นเดียวกัน |
ความน่าสนใจ/บทสรุปของ
Grand symphony
โทนเสียงหลัก
หรือคลื่นเสียงหลัก (Fundamental tone) และโทนเสียงย่อย
(Overtones) ต่างสามารถตอบสนองการเล่น
(Style) ได้ทั้งสองแบบ คือทั้ง
Strumming และ
Finger-packing ได้อย่างพอใจมากทีเดียว
และนี่ก็คืออีกสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการจะมีกีต้าร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้มากกว่าหนึ่ง
นั่นคือการตอบสนองที่ดีของเสียงจากการเล่นในแบบ Strumming
และ Finger-packing
และอีกอย่างที่สำคัญเช่นกันคือ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวโน๊ตเสียงสูงกับโน๊ตเสียงต่ำ
หรือที่เราเรียกๆ กันว่า Balance
นั่นคือ โน๊ตแต่ละตัวจะต้องมีโทนเสียง
หรือจะเรียกว่าอิทธิพลของเสียงที่เสมอๆ กัน กล่าวคือ ไม่มีใครล้ำหน้าใครนั้นเอง.
สำหรับผู้ที่ตัองการได้ยินเสียงในแบบทุ้มลึก หนักแน่นด้วยเบส Grand symphony
ตอบสนองได้แน่นอน แต่ก็แน่นอนว่า นี้คือ Grand symphony
ไม่ใช่ Dreadnought หรือ Jumbo
ทุ้มลึกจึงมีความจำกัด แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม Grand symphony
เติมเต็มได้มากกับเสียงที่เน้นทุ้มลึก และหนักแน่นด้วยเบสจากสาย 4-5-6
สุดท้าย... ขอขอบคุณ
LUCKY MUSIC มา ณ โอกาสนี้
ที่ให้เราได้ชื่นชมความสวยงาม และได้ทดสอบคุณภาพของ
Grand symphony
เพื่อนๆ สมาชิกAcousticthai
ท่านใดสนใจ ก็สามารถเข้าไปทดสอบคุณภาพได้ที่ Lucky music
หรือ/และท่านใดที่อยู่ต่างจังหวัด และไปทราบว่าร้านอยู่ที่ไหน ก็โทรฯ
สอบถามเสั้นทางได้ที่ Lucky music Tel : 02-657-0755
ขอประชาสัมพันธ์นิดนะครับว่า เร็วๆ
นี้ Lucky music จะเปิดตัว Website
ใหม่ (แต่ชื่อเดิม)
โดยจะมีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ และก็อาจจะมีโปรโมชั่นอะไรๆ เด็ดๆ ออกมา
ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ
Acoustic/Electric Guitar, Pre-amp, Effect guitar
ฯลฯ อย่างไรก็ติดตามผ่าน
Acousticthai.com
หรือโดยตรงที่
www.luckymusic.co.th ครับ
Since 14/07/2006
|