|
Hotel California
ผลงานอัลบั้มอันสุดยอดและฮิตตลอดกาล! |
|
 |
ผลงานอัลบัม
"Hotel California" หากจะดูในลึกๆ ถึงการทำงาน
จะเห็นได้ว่า ทั้ง Don และ Glenn
ทำงานเป็นหลักใหญ่ และเพลงที่ได้รับการตอบรับ
และประสบความสำเร็จ ก็จะมาจากการทำงานของ Don และ
Glenn เช่นบทเพลง New kind in town, Life in the
fast lane, Wasted time, The last Resort
และแน่นอนว่า Hotel California
บทเพลงที่เป็นสัญญาลักษณ์ของ The Eagles
ตั้งแต่วันที่ออกอัลบัม กระทั่งถึงวันนี้
สัญญาลักษณ์ของ The Eagles ก็ยังคงเป็นบทเพลง
Hotel California ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
Joe Walsh เริ่มรู้สึกว่า เขาเป็นสมาชิกของ The
Eagles อย่างเต็มตัว บางท่อน
และบางเพลงเขาเป็นคนลงมือคิดและทำ หลายๆ
คนต่างให้การยอมรับในตัวเขา พวกเขาได้เล่นเพลง
Rock ชั้นดีอย่าง Life in the fast lane ซึ่ง Joe
Walsh ได้แสดงมือการ Solo guitar
ได้อย่างยอดเยี่ยมไร้
ที่ติใดๆ หรือแม้แต่ Hotel California
ที่เป็นเพลงชั้นดีของอัลบัมนี้ Joe และ Felder
ก็ประสานกันได้อย่างลงตัว, Guitar Solo
ท่อนขึ้นและท่อนจบ กลายเป็นบทเรียน
และแบบฝึกของมือกีต้าร์รุ่นหลังๆ
เพลงในอัลบัม :
- Life in the fast lane ...บอกเรื่องราวของการใช้ชีวิตแบบเต็มที่
ฟังแล้วเหมือนคนที่ใช้ชีวิตอย่างขาดสติ เพลงบอก/โยงไปถึงเรื่องราวของยา
(โคเคน) และคู่รักหนุ่มสาวที่เกี่ยวพันไปด้วย SEX
มันเริ่มต้นด้วยความสวยงามในการใช้ชีวิตแบบนี้
แต่ท้ายที่สุด การใช้ชีวิตแบบ Life in the
fast lane ก็เสื่อมถอยทีละน้อย
Joe เป็นคนที่คิดลิกก์ท่อนหัว (intro) อารมณ์ของ
Intro ที่โซโลออกมานั้น "มันร้อนแรง
และจัดจ้านมากทีเดียว" Joe แบ่งลายโซโลกับ Felder
ทั้งสองคนช่วยกันดูแลเรื่องกีต้าร์ ส่วน Don
Henley ดูแลในส่วนของเนื้อหา และท่วงทำนอง
หลังจากที่ทุกๆ อย่างเริ่มลงตัว Glenn Frey
ก็นำมาขัดเกลาอีกรอบ บทเพลงนี้แสดงให้เห็นถึง Hard
rock ขนานแท้ของ Joe และ Felder
- New kind in town ...Joe
แสดงฝีมือการเล่น Keyboard
ได้อย่างเหนือชั้นไม่แพ้กับฝีมือการเล่นกีต้าร์ของเขา
บทเพลงนี้ นับเป็นอีกหนึ่ง
บทเพลงหนึ่ง ที่ดีที่สุดของ The Eagles
- Hotel California ...ได้กำเนิดมาจากบุคคล
3 คน นั่นคือ Don Felder, Glenn Frey และ Don
Henley
วันหนึ่งในบ้านพักริมทะเล ประมาณปลายปี 1974 Don
Felder หยิบกีต้าร์โปร่ง 12 สายขึ้นมา
แล้วเดินด้วยคอร์ดง่ายๆ ใน Key E minorแต่มันก็ทำให้ตัวเขาเองสะดุดได้
Felder จึงลงมืออัดไว้ในเทป 4 track, Felder
ลงมืออัดลายกีต้าร์ไฟฟ้าซ้ำลงไปเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
หลังจากนั้นเขาก็ส่งเพลงนี้ไปให้กับ Glenn Frey
ทั้ง Glenn และ Henley ได้ฟังก็ชอบใจ รีบโทรฯ หา
Felder แล้วบอกว่า จะเอาเพลงนี้มาทำลงใน Project
ต่อไป |
| |
|
 |
| |
Glenn และ
Henley ช่วยการคิดแนวทาง (Concept) ของเพลงนี้
เขาทั้งสองเริ่มคิดว่าจะเขียนเนื้อหาอะไรลงไป,
Glenn เคยบอกว่า ในครั้งแรกนั้น
เขาไม่คิดว่าจะนำเพลงนี้มาเป็น Concept Album
และไม่คิดว่าจะนำเอามาเป็นชื่อ Album แต่ไปๆ มาๆ
เขาก็คิดว่า มันเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
ที่เราต้องทำ, Concept ของงานเพลงชุดนี้
ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องสังคม ภาพลวงตา ยาเสพติด
ผู้หญิง วัตถุนิยม สภาพเสื่อมโทรมของสังคม
สิ่งต่างๆ ที่เป็นเสมือนกับดัก
ที่อาจนำพาเราไปสู่ฝันร้าย
Glenn Frey เล่าว่า ภาพของโรงแรม Beverly Hill (เบฟเวอรี่
ฮิลล์) บนหน้าปกเทปอัลบัม Hotel California
เป็นตัวแทนความเจริญ ความหรูหรา
สิ่งที่ยั่วยวนใจของสิงนักเสพในยามราตรี แต่ขณะ
เดียวกัน มันก็มีความเสื่อมโทรมแฝงอยู่มากมาย
เนื้อหาของบทเพลง Hotel California
สามารถเข้าใจได้ยาก ตีความก็ยาก
เพราะสามารถสื่อความหมายได้หลากหลาย
และดูเหมือนว่า Gelnn และ Henley
จะพยายามใส่เรื่องราวต่างๆ นาๆ ลงไป มากมาย
จนทำให้ไม่สามารถแปลออกมาให้เป็นแบบนิยายรักน้ำเน่า
(เล่มละ 1 บาทในสมัยผมเด็กๆ)
ที่อ่านรอบเดียวแล้วเข้าใจทั้งหมด
เนื้อหาของเพลงมีทั้งการประชดประชัน/การเสียดสีต่อสังคม
และผู้หญิง ฯลฯ บางประโยคหาศัพท์แปลไม่ได้
หรืออาจจะเป็นแสลงที่เข้าใจได้ยาก
ประโยคสุดท้ายที่บอกว่า You can check out any
time you like But, you can never leave
ฟังดูเหมือนจะกล่าวสรุปว่า
"คุณจะออกจากโรงแรมแห่งนี้เมื่อไรก็ได้
แต่คุณจะไม่มีวันทำแบบนั้น"
สำหรับผมกลับคิดว่า Glenn และ Henley พยายามจะบอก
และพูดโยงถึงสิ่งยั่วยวน เช่น ยาเสพติด เงินทอง
ผู้หญิง กิเลสตัณหา อบายมุขที่อยู่รอบๆ ตัวมากกว่า
ดังนั้น... ประโยคนี้อาจจะสื่อได้ว่า... "ต่อให้คุณอยากจะละทิ้งสิ่งเย้ายวน
กิเลสตัณหา อบายมุขเหล่านี้แค่ไหน
คุณก็ไม่มีวันที่จะละทิ้งมันไปได้"
ที่ผมคิดแบบนี้ก็เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าอบายมุข
ฯลฯ มันเป็นของคู่กันกับคนยุค 60-70's
มันเหมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นเอก
ที่คุณไม่อยากจะถอดออก
แม้แต่ในยามที่คุณจะนอนแล้วก็ตาม...!?
นอกจากนั้นยังมีอีกหลายๆ ประโยค ที่สามารถตีความ
หรือแปลได้ไปต่างๆ นาๆ ผมขอสรุปว่า "Hotel
California เป็นเหมือนตัวแทนในยุค 70's
ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวในยุคทองที่รุ่งโรจน์
และยุคเสื่อมทรามที่ตกต่ำ... ในเวลาเดียวกัน"
|
| |
|
 |
Don Felder และ
Joe Walsh
ได้แสดงฝีมือชั้นเซียนออกมาอย่างหมดเปลือกในบทเพลงนี้
ไม่ว่าจะเป็นท่อนผสมผสานของท่อน Intro และท่อน
Solo ในตอนจบของเพลง มันคือ ผลงาน Rock ชั้นยอด
ที่สามารถไปยืนเคียงข้างเพลง Stairway to heaven
ของ Led Zeppelin หรือ Bohemain Rhasody ของวง
Queen ได้อย่างไม่ต้องเขินอาย
- Try and love again
กลายเป็นผลงานเพลงสุดท้ายของการอยู่ร่วมวง ระหว่าง
"Randy Meisner กับ The Eagles!" เขามีปัญหากับ
Glenn
โดยมันสะสมมานาน จนในที่สุดก็ถึงขั้นแตกหัก
ไม่ว่าจะอย่างไร Meisner ก็ฝากผลงานเพลง Try and
love again ไว้อย่างงดงาม (เพลงนี้เป็น
เพลงหนึ่งที่ผมคิดว่า "มันเจ๋ง" เช่นกัน
ผมว่ามันเยี่ยมไม่แพ้กับ Take to the limit, Is it
true? จริงๆ นะครับ) Randy Meisner เป็นมือเบส
และเป็น
คนที่ร้องประสาน (สูง) ที่ยอดมาก
ในสายตาของสมาชิกทุกๆ คน แต่ในที่สุด การจากลา
และการเปลี่ยนแปลงของ The Eagles ก็มาถึงอีกครั้ง
หลังจากเดินออกจาก The Eagles ได้ไม่นาน Randy
Meisner ก็ทำงาน Solo album ออกมาประมาณ 3-4 ชุด
ผลงานอัลบัม Hotel California ออกวางจำหน่ายในปี
1976 รวม 9 Tracks และมีเพลงมากกว่าครึ่ง
ที่นักวิจารณ์/นักฟังต่างพากันยกนิ้วให้
หลายคนต่างพากันยกย่องว่า ผลงานเพลงชุดนี้
เป็นผลงานเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ The Eagles
ในปี 1977 ในงานประกาศรางวัล Grammy
Award, อัลบัม Hotel California
ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายสาขา สรุปได้มา
2 สาขา นั่นคือ
1. Record of the Year ในเพลง Hotel California
2. Best Arrangement for Voices ในเพลง New Kid in
Town
หลายๆ สำนักข่าว ต่างก็วิจารณ์ว่า หาก The Eagles
ไม่ได้ออกอัลบัมในปีนี้ พวกเขาต้องฟาดไปไม่ต่ำกว่า
4 รางวัล เพราะในปี 1977
ที่มีการแข่งขันนี้ ล้วนแล้วแต่มีเพลง
และอัลบัมเพลงจากศิลปินที่แข็งๆ ล้วนมีคุณภาพสูงๆ
ทั้งนั้น
เรื่องราวของ The Eagles
ยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ
คราวหน้าจะมาเล่าต่อว่า มีอะไรยุ่งๆ
เกิดขึ้นบ้างกับผลงาน Album - The Long Run
รวมถึงการเข้ามาของ Timothy B. Schmit และผลงาน
Album - Hell Freezes Over ที่โด่งดังไปทั่วโลก,
The Eagles
ปลุกผี!! ใน Hotel California (Acoustic version)
ขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร? Don Felder และ Joe
Walsh
ได้แสดงฝีมือชั้นเซียนออกมาอย่างหมดเปลือกในบทเพลงนี้
ไม่ว่าจะเป็นท่อนผสมผสานของท่อน Intro และท่อน
Solo ในตอนจบของเพลง มันคือ ผลงาน Rock ชั้นยอด
ที่สามารถไปยืนเคียงข้างเพลง Stairway to heaven
ของ Led Zeppelin หรือ Bohemain Rhasody ของวง
Queen ได้อย่างไม่ต้องเขินอาย
ผลงานอัลบัม Hotel California ออกวางจำหน่ายในปี
1976 รวม 9 Tracks และมีเพลงมากกว่าครึ่ง
ที่นักวิจารณ์/นักฟังต่างพากันยกนิ้วให้
หลายคนต่างพากันยกย่องว่า ผลงานเพลงชุดนี้
เป็นผลงานเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ The Eagles
ในปี 1977 ในงานประกาศรางวัล Grammy Award, อัลบัม
Hotel California
ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายสาขา สรุปได้มา
2 สาขา นั่นคือ
1. Record of the Year ในเพลง Hotel California
2. Best Arrangement for Voices ในเพลง New Kid in
Town
หลายๆ สำนักข่าว ต่างก็วิจารณ์ว่า หาก The Eagles
ไม่ได้ออกอัลบัมในปีนี้ พวกเขาต้องฟาดไปไม่ต่ำกว่า
4 รางวัล เพราะในปี 1977
ที่มีการแข่งขันนี้ ล้วนแล้วแต่มีเพลง
และอัลบัมเพลงจากศิลปินที่แข็งๆ ล้วนมีคุณภาพสูงๆ
ทั้งนั้น |
| |
|
 |
| |
Timothy B.
Schmit
(ทิโมธี่ บี. ชมิตต์)
ชายร่างผอมบาง สูงยาว น้ำเสียงสูงในแบบแหบจางๆ
พญาอินทรีตัวสุดท้ายของคณะ The Eagles, Timothy
B. Schmit เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2490
ชีวิตของเขาดูน่าสนใจไม่แพ้กับเพื่อนคนอื่นๆ ในวง
ก่อนร่วมงานกับ The Eagles
เขารับหน้าที่เป็นมือเบส และร้อง Back up ให้กับ
Poco ซึ่งว่าไปแล้ว
ตัวเขาถือกำเนิดมาจากคณะ Poco และขณะเดียวกัน
เขาก็ใช้เวลาอยู่กับ Poco ได้ไม่นานนัก คณะ Poco
ก็วงแตก! และก็เช่นกัน เมื่อเขาได้เข้าไปอยู่กับ
The Eagles ไม่นานนัก นั้นคือ
เพียง 1 อัลบัม คณะ The Eagles ก็วงแตก! เช่นกัน
หลังจากที่ Poco วงแตกได้สักระยะ
ก็มีข่าวจากเพื่อนสนิทของเขาคนหนึ่ง (J.D. Souther)
Timothy B. Schmit ได้ข่าวว่า คณะ The Eagles
กำลังมองหาสมาชิกใหม่ในตำแหน่ง Guitar Bass
Timothy ได้มีโอกาสเข้าร่มตระเวนทัวร์ดนตรีกับ The
Eagles อยู่พักใหญ่ ทุกๆ คนในวงต่างเห็นด้วยว่า
คนนี้จะมาเติมในจุดที่ขาดหายไปได้
ต้องเป็น Timothy เท่านั้น Don Felder
ให้ความเห็นว่า Timothy เล่นเบสได้เยี่ยมยอด
และยังสามารถร้องเสียงสูงได้เหมือนกับ Randy
Meisner
ผลงานเพลงชุด "The Long Run"
เริ่มลงมืออัดเสียงเมื่อปี 1978 และจำหน่ายในปี
1979 มีคำกล่าวว่าอัลบัม The long run นี้
เป็นอัลบัมที่ล่าช้า
ที่สุดเท่าที่คณะ The Eagles เคยทำมา
ปกติแล้วผลงานอัลบัมของ The Eagles
จะออกแบบปีต่อปี แต่หลังจาก Hotel California
Album
ในปี 1976 ก็ลากยาว/ เว้นวรรคมาถึงปี 1979
เหตุการณ์นี้ทำเอาสังกัด Elektra ไม่สู้จะพอใจนัก
แต่ก็ต้องอดทน เพราะรู้ว่าคณะ The Eagles
สามารถทำเงินให้กับเขาได้มาก
Bill Szymczyk ยังคงรับหน้าที่เป็น Producer
ให้กับ The Eagles ซึ่งเป็นงานที่หนัก
เนื่องจากผลงานจากชุดที่แล้ว (Hotel California)
ได้ค้ำคอ
เขาอยู่ เขาใช้ความพยายามมากทีเดียว
เพื่อจะหาวิธีการที่จะทำให้ผลงานอัลบัม The long
run ไม่ขายหน้า Hotel California แต่ดูเหมือนว่า
มันจะไม่ใช่เรื่องง่ายสะแล้ว! |
| |
|
 |
The Eagles
ในยุค "The long run"
ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างที่ทุกๆ
คนคาดหวัง นั้นอาจจะเพราะว่า พวกเขาได้ทำผลงานชุด
Hotel Califonia ไว้ดีเกินไป
นักวิจารณ์ต่างพากันติแบบเสียหาย
ส่วนตัวผมเองก็ไม่ประทับใจกับอัลบัม The long run
สักเท่าไร เหตุผลเพราะว่าผลงานอัลบัม The Long run
นี้ ไม่มีเพลงที่สามารถเทียบชั้นได้อย่าง New Kid
In Town, Lyin' Eyes, One of These Nights,
Saturday Night และอีกหลายๆ เพลงที่พวกเขาเคยทำได้.
The long run
แทบไม่มีกลิ่นไอของบทเพลงในแบบฉบับ The Eagles
เดิมๆ ให้หลงเหลือ
บทเพลงอย่าง The long run
ไม่สามารถเทียบชั้นได้กับ Hotel California
เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีเพลงอย่าง I can't tell
you why มากู้หน้า
หรือแม้ว่าเพลงอย่าง The long run
หรือแม้แต่เพลงอย่าง Heartche tonight ก็ตามเถอะ!
...ไม่ใช่มันฟังไม่ได้ แต่... มันแค่พอใช้ได้ครับ
มันก็ยังไม่ดีพอที่จะสามารถเทียบชั้นกับผลงานเดิมๆ
ที่พวกเขาเคยทำมาได้
The Eagles ออกตระเวนทัวร์ในอเมริกา ตามเมืองต่างๆ
ตลอดปีแบบไม่หยุดพัก
กระทั่งมาเป็นฟางสั้นสุดท้ายเมื่อกลางๆ ปี 1980
จุดเริ่มต้น
ของความชัดเจนว่าวงจะแตก มันมาจาก Don Felder และ
Glenn Frey ซึ่งทั้งสองทนเก็บกดกันมานาน
ในที่สุดมันก็มาถึงจุดแตกหัก
Don Henley ในฐานะหัวหอกผู้สร้าง The Eagles (มาพร้อมๆ
กับ Glenn) สู้จะไม่พอใจ (ในครั้งแรกๆ) ที่ Glenn
ตัดสินใจยุติบทบาทตัวเอง
โดยการบอกยุบ The Eagles, Don รู้ดีว่า หากไม่มี
Glenn สะคน The Eagles จะไปรอดได้อย่างไร, แม้ Don
Henley จะมีบทบาทไม่น้อย
แต่เขาก็ต้องการคู่หูอย่าง Glenn Frey
Don Henley เริ่มเข้าใจตัว Glenn Frey มากขึ้น
มันอาจจะถึงจุดจบ และถึงเวลาแล้ว
ที่เราจะทางใครทางมัน เราทำงานกับ The Eagles
มานาน
เกินไป โดยเฉพาะ Glenn.
นานแล้วที่เขาต้องรับหน้าที่ของผู้ประสานงาน
วางแผนงาน เอาใจคนอื่น ฯลฯ หลังจากวงแตกในปี 1980
ต่อมาอีกราวๆ 2-3 ปี
สมาชิกแต่ละคนก็ออกอัลบัมเดี่ยว
ตามรูปแบบของตัวเอง
ที่คิดว่าจะเอาตัวรอดในวงการดนตรีได้ |
| |
|
 |
Don Henley
น่าจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จกับผลงานเดี่ยวมากที่สุด
งานอัลบัมชุดที่ 3 : The end of Innocence
ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยได้รับรางวัล Grammy
ในสาขา Best rock และ Vocal Performance.
ส่วนตัวของผม ผมชอบงานอัลบัม I can't stand still
โดยเฉพาะเพลง Johnny Can't Red ผมว่าเด็ดมาก
Joe Walsh หันไปทำงานด้าน Soundtrack,
และมีงานเก่าๆ จาก James Gang
ที่ยังพอประครองตัวได้
Glenn Frey ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
บทเพลงอย่าง The one you love, Lover's moon, และ
Found somebody ทำให้เขาผ่านงานเดี่ยว
ไปได้ (ชนิดไม่ขายหน้าใคร)
Timothy B. Schmit น่าเห็นใจที่สุด
เพราะกอบโกยเงินจาก The Eagles
ไปได้แค่ช่วงเวลาเดียว The Eagles ก็ดันวงแตก.
Timothy
ออกอัลบัมเดี่ยว และมีงานเพลง Soundtrack
เข้ามาเป็นระยะๆ ที่ผมชอบก็คือเพลง So much in
love ผมว่าเพลงนี้แจ๋วครับ
Don Felder ออกอัลบัม Heavy Rock ชื่อชุด
Airborne ก็ประสบความสำเร็จในขั้นหนึ่ง
แต่ก็ไม่มากมายอะไร
Bernie Leadon จับงานที่เป็น Bluesgrass
แจมกับหลายๆ วง. ผมได้มีโอกาสหาซื้อไว้ได้ 1 ชุด
คือที่ทำกับ Michael Georgiades ในอัลบัม
Natural Progressions
Randy Meisner ออกผลงานมาราวๆ 3 ชุด
ส่วนตัวของผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ฟัง
แต่เท่าที่ตามข่าวสาร
ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าไร
และหากเทียบกับสมาชิกคนอื่นๆ
เขาอาจจะอยู่ในลำดับท้ายๆ ของงาน solo album |
| |
|
 |
|
Joe
Walsh, Timothy B. Schmit, Don Henley, Glenn
Frey, Don Felder, |
"Hell Freezes Over" album
ย้อนกลับไปปี 1994 สำหรับแฟนเพลง The Eagles
คงไม่มีใครที่จะพลาดอัลบัมแสดงสดที่ใช้ชื่อว่า
"Hell Freezes Over" งานนี้ต้องยกเครดิต
ให้กับ Don Henley ที่ทำตัวเป็นผู้ประสาน ให้เกิด
The Eagles Reunion ขึ้นมา
ปี 1980-1994 นับไปแล้วก็ 14 ปี
ที่เราไม่มีโอกาสได้เห็น The Eagles
ขึ้นเวทีแสดงร่วมกัน
นับเป็นภาพที่ทำให้เรายิ้มแบบไม่หุบปาก
และมันก็เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างเหลือเชื่อ
เหลือเชื่อว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
Hell Freezes Over
มีเพลงใหม่อยู่ในการแสดงสดในครั้งนี้จำนวน 4 เพลง
นั้นคือ
"Love will keep us alive" เพลงรักหวานหยด ทำเอา
Timothy เข้าตาสาวๆ ก็คราวนี้
"The Girl from yesterday" ดูเหมาะ
และเป็นแนวเพลงที่ Glenn Grey ทำได้ดีตลอดมา
"Lean to be still" เพลงนี้ฟังดูมีมนต์ขลังดี, Don
Henley ยังคงร้องเพลงได้อย่างถึงใจไม่เปลี่ยน และ
Get over it, ดูเหมือนว่าบทเพลงนี้
จะมีเจตนาสื่อให้เห็นว่า ทุกๆ อย่างมันจบลงแล้ว (โคตรอึดอัดกับการทำงาน)
จะหมายความถึงการทำงานร่วมกันของ The Eagles หรือ
ไม่นั้น ก็ต้องลองฟังดูครับ ที่ชอบและโดดเด่นมากๆ
ของเพลงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นน้ำเสียง
และท่วงท่าในการ solo กีต้าร์ของ Joe Walsh
และ Don Felder มันแจ๋วมากๆ เลยครับ
รูปแบบของ The Eagles กับ Hell Freezes Over
จะมุ่งตามกระแสอยู่ไม่น้อย นั้นคือกระแสของ
Unplugged และมันก็ได้ผล นั้นคือไม่ว่าคุณ
จะเป็นคอเพลงยุค 70's หรือจะเป็นคอเพลงของ The
Eagles หรือไม่ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
เพราะคุณจะจำภาพ และสำเนียงท่อนขึ้น (intro)
ของเพลง Hotel California ได้โดยอัตโนมัติ
ผมจำได้ว่าปี 1994 ทุกๆ ร้านขายแผ่น
หรือร้านขายเครื่องเล่น แทบไม่มีร้านไหน
ที่จะไม่เอาแผ่นการแสดงสดชุด Hell Freezes Over
นี้มาเปิด
|
|
 |
|
Timothy B. Schmit, Glenn
Frey, Don Felder, Don Henley, Joe Walsh |
| |
"Hell
Freezes Over" ได้กลายเป็นสูตร
และส่วนผสมใหม่ของดนตรีสากลในปี 1994
แม้กระทั่งถึงวันนี้ ผมก็ยังคงเชื่อมั่นว่า...
บันทึกการแสดงสด Hell Freezes Over
ก็ยังคงเป็นภาพประทับใจขอบรรดาสาวกเก่าและใหม่
ของ The Eagles อย่างไม่เคยเบื่อหน่าย.
By Acousticthai |