
ฺำ
>
Bernie Leadon, Randy Meisner,
Don Henley and Glenn Frey (1971) |
You can check out any time,
but you can never leave.
คงจะไม่ใช่คำพูดที่กล่าวเกินไป ที่ผมจะบอกว่า The Eagles
คือวงดนตรีลำดับต้นๆ ที่คนไทยรู้จัก
จะรู้จักแบบผิวเผิน
หรือลึกซึ้งก็ว่ากันอีกที และที่มั่นใจอีกก็คือ
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
รุ่นแล้วรุ่นเล่า คณะ The Eagles ก็จะอยู่ในใจของหลายๆ
คน และใครหลายๆ คน ก็คงจะจำกัน
ได้ดีว่า เมื่อปี 1994 ทั่วทุกๆ
ซอกมุมของร้านขายซีดี หรือ VCD (นิยมมากในขณะนั้น) แทบทุกๆ
ร้านจะเปิดแผ่น Concert ของคณะ The Eagles
ในชุดการแสดงที่เรียกว่า Hell Freezes Over.
ซีดีอัลบัมชุดนี้
มียอดจำหน่ายมากกว่า 16 ล้านแผ่นทั่วโลก ใครจะคิดแหละครับว่า
วงดนตรียุค 70' ที่แตกตัวกันไปเมื่อปีสิบกว่าปีก่อน
เมื่อถึงเวลาที่พวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
แล้วจะได้รับเสียงตอบรับมากถึงขนาดนี้ แต่นี่แหละ... "ความมหัสจรรย์ของดนตรียุค
70' |
คณะ The Eagles แยกย้ายกัน (ซึ่งที่จริงควรผมควรจะใช้คำว่า
วงแตกมากกว่า) เมื่อปี 1980 ด้วยเหตุผลต่างๆ
มากมายที่ถูกกล่าวถึงทั้งวงในวงนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
ผลประโยชน์ อีโก้ของแต่ละคน ฯลฯ
คณะ The Eagles
ถือเป็นวงดนตรีสายเลือดอเมริกันอย่างแท้จริง
สมาชิกยุคก่อตั้งต่างก็เป็นคนอเมริกันด้วยกันทั้งสิ้น
จากเด็กหนุ่มผู้รักสนุก บางคนเล่นดนตรีกลางคืนตาม PUB BAR
พวกเขาคงไม่รู้ล่วงหน้าว่า
วันหนึ่งพวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (และธุรกิจ)
ทางด้านดนตรีในยุค 70' ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวด
การก่อเกิดของ The Eagles เกิดขึ้นเมื่อปี 1971 ประกอบด้วย Don
Henley, Glenn Frey, Bernie Leadon และ Randy Meisner
จากนักดนตรีที่คอยเป็นมือปืนรับจ้าง นักแต่งเพลง
เล่นแบ็คอัพให้กับศิลปินอย่าง Jackson Browne, Linda Ronstadt,
J.D. Sounther วันหนึ่งพวกเขาก็มีโอกาสออกมายืนอยู่ข้างหน้า
พวกเขายังเคยไปยืนเกาะขอบเวทีดูวง Crosby Still Nash and Young
(ผู้บุกเบิกเส้นทางเพลงก่อนหน้านี้)
และหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นอย่างสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า
และเขาก็ทำได้!
|
|

|
Don Henley
(ดอน เฮนลีย์) เกิดที่ Glimer เมื่อ 22 กรกฏาคม 1947
แต่ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ Linden
เมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Texas
เขาสนใจที่จะเล่นกลองก็จากการได้รับอิทธิพลจาก Ringo Starr (หนึ่งในสมาชิกวง
The Beatles) พื้นฐานด้านดนตรีของเขามาจาก Country
เขาทำวงดนตรีขึ้นโดยออกตะเวนเล่นไปทั่ว
จนกระทั่งมีโอาสมาเจอกับ Kenny Rogers
และด้วยความสามารถที่เข้าตากรรมการ (Kenny Rogers)
จึงชักชวนให้เขามาลองอัดเสียงที่ LA (โดยช่วงนั้น Don
มีวงชื่อว่า Shiloh) เมื่อมาถึงที่ LA สถานที่ซึ่งเขาฝันไว้ว่า
เขาอยากที่จะได้มีโอกาสได้เห็นการแสดงสดของวง Crosby Still
Nash and Young ซึ่งตอนนั้น CSNY โด่งดังสุดขีด
และยังเป็นวงดนตรีชั้นยอดที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ณ
เวลานั้น
LA ทำให้ Don Henley มีโอาสมารู้จักกับ Glenn Frey, สุดท้ายวง
Shiloh ของดอนก็ไปไม่รอด ตอนหลัง Glenn Frey ได้เขามาชวน Don
เพื่อให้ไปออกทัวร์ให้กับ Linda Ronstadt เขาตัดสินใจทันที
และจุดนี้เองที่ทำให้เขาทั้งคู่ได้สนิทสนมกัน
หลังออกทัวร์ได้ไม่กี่ครั้ง Glenn Frey เอ่ยบอกกับ Don ว่า
เขาอยากจะมีวงดนตรีดีๆ ซึ่งตอนนั้น Glenn Frey
เขียนเพลงไว้พอสมควรแล้ว, Don ตอบตกลง
แล้วทั้งคู่ก็ออกมองหาสมา-
ชิกเพิ่ม เพื่อที่จะเข้ามาสร้างความฝันร่วมกัน
ทั้งคู่ลงความเห็นว่า Bernie Leadon, Randy Meisner
คือคำตอบสุดท้ายที่เขาต้องการ เพราะช่วงนั้น Bernie Leadon,
และ Randy Meisner เล่นดนตรีแนว Country Rock อยู่แล้ว
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของพญาอินทรี... ในนาม The Eagles
|
Glenn Frey
(เกลน ฟราย)
เกิดที่ Detroit มิชิแกน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เต็มไปด้วยผู้คน
และทั้งเป็นย่านธุรกิจการค้า ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เขาได้เปรียบ
นั่นคือ เขามีโอกาสได้เจอ และได้สัมผัสดนตรีหลากหลายแนว
เช่นอย่างวง The Beatles, The Byds หรืออย่าง Buffalo
Springfield,
Glenn Frey มีบทบาทมากกว่าหลายๆ คน
และยังเป็นตัวเชื่อมประสานให้อินทรีทุกๆ ตัวมารวมกันครบทั้ง 4
และทุกๆ คนในวง ต่างก็ยอมรับในตัวเขา ( ณ ตอนเริ่มแรก)
ชีวิตวัยเด็กของเขาออกจะเรียบง่าย ชอบเล่นกีฬาอย่างบาสเก็ตบอล
ฟุตบอล และยกน้ำหนัก
แต่ทว่าเขาก็ยังมีโอกาสได้เล่นดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก, Glenn
หัดเล่นเปียโนเมื่อตอนอายุ 5 ขวบ และต่อมาไม่นานก็หัดเล่นกีต้าร์
ในช่วงปี 1968 Glenn ตัดสินใจพาตัวเองออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่
LA เมืองในฝันทางทิศตะวันตก ของเหล่านักฝัน เขามีความฝันว่า
อยากจะเป็น super star rock n' roll ให้ได้
และผนวกกับเป็นช่วงที่แฟนสาวได้ย้ายไปอีกเมืองหนึ่ง
เขาจึงตัดสินใจออกจากบ้านทันที และแน่นอนว่า ใน LA มีทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแผ่นเสียง เงินทอง ผู้หญิง และยาเสพติด
มันขึ้นอยู่กับว่า คุณจะสามารถหยิบ และเลือกที่จะหยิบสิ่งใดจาก
LA
|

|
 |
"เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากของ Glenn : The
Eagles"
ที่ LA เขาได้มีโอกาสรู้จักกับ J.D. Souther (John David
Souther) เนื่องจากทั้งสองคนมีแฟนที่เป็นพี่น้องกัน
ในช่วงที่เขาทั้งสองมีโอกาสได้รู้จักกันครั้งแรก J.D Souther
ยังไม่มีอะไรทำเป็นเรื่องเป็นราว J.D. เลยสอนให้ Glenn
หันเล่นเพลงแนว Country และมีโอกาสทำวงด้วยกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ต่อมา LA ก็ได้นำพาให้ Glenn ได้มีโอกาสรู้จักนักแสวงโชคอีกคน
นั้นคือ Jackson Browne และทุกๆ อย่างก็เริ่มดีขึ้น, Jackson
Browne เขียนเพลงให้ศิลปินคนอื่นๆ ร้องเล่นกันในช่วงนั้น
แม้ว่างานหลักของ Jackson Browne คือการเขียนเพลง
แต่ความฝันของเขาคือ การได้ออกอัลบัมเดี่ยวๆ ได้ร้อง ได้เล่น
ในบทเพลงที่เขาต้องการ
ด้วยความถูกชะตากันเป็นอย่างดี เขาทั้ง 3 คน จึงตัดสินใจมาเช่า
Apartment อยู่ด้วยกันที่ Echo park โดยที่ Glenn
พักอยู่ในชั้นบนกับ J.D ส่วน Jackson Browne
พักอยู่ด้านล่างคนเดียว, Glenn
มักจะนั่งฝันหวานกับการเปิดแผ่นเสียงฟัง
และวาดภาพของตัวเองที่จะมีแผ่นเสียงออกมาบ้าง และบางครั้งก็เพลินกับการฟัง
Jackson Browne ร้อง/เล่นเปียโน เพราะเปียโนของ Browne
ตั้งอยู่ตรงหัวเตียงระหว่างชั้น 1 และ 2 พอดี |
และก็ด้วยเพราะเหตนี้แหละ ที่ทำให้ Glenn มีโอกาสได้ยิน
Jackson Browne ร่ายรำบทเพลง Take it easy อยู่เป็นสิบๆ รอบ
และหลายสัปดาห์ แต่ดูจะไม่มีท่าทีว่าจะจบลงได้ Glenn
เลยขออาสาเขียนเนื้อร้องในท่อนสองต่อให้, Glenn ยอมรับว่า
เขาได้รับความรู้ในการเขียนเพลงมากจาก
บราวน์
และเขาก็เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนบางส่วนให้เข้ากับตัวเอง
ที่ Echo park Apartment พอมีเวลาดีๆ
ทั้งสามก็จะแจมเพลงกันอย่างเมามันส์
และบางทีก็ชวนกันออกไปเที่ยวที่ The Troubadour Club
ซึ่งที่นี้เป็นแหล่งรวมของนักดนตรีฝีมือดี
วันไหนคืนไหนที่โชคดี ก็จะได้เห็นวงดนตรีชั้นยอดอย่าง Crosby
Still Nash and Young (CSNY)
หรือไม่ก็ Joni Mitchell, Van
Morrison, Randy Newman แจมกันอยู่บนเวทีอย่างเมามันส์
|
การเข้ามาของพญาอินทรีสองตัวหลังอย่าง แรนดี้ ไมสเนอร์ และเบอร์นี่
เลียดอน ทำให้ความฝันของ The Eagles
ใกล้จะเป็นความจริงแล้ว นั่นคือการออกผลงานอัลบัม ... ทุกๆ
คนต่างเชื่อมั่นว่า เราทุกๆ คนเก่ง เราร้องเพลงดี เขียนเพลงดี เงินทอง
ชื่อเสียง และผู้หญิง
และนี่ก็คือความคิด (เมื่อทุกๆ พญาอินทรีรวมตัวกันได้ครบทั้งสี่ตัว)
...ที่เชื่อมั่นในตัวเอง และเชื่อมั่นในทีม รวมไปถึงความคึกคะนองทางความคิดของวัยรุ่นแอลเออย่าง
Glenn Frey
(เกลน ฟราย)
 |
-ตอนที่
2/5-
Randy Meisner
(แรนดี้ ไมสเนอร์)
เกิดที่ Scottsbluff, Nebraska เมื่อ
March 8, 1947
ผู้ที่จุดประกายให้เขาสนใจในเรื่องของดนตรีก็คือ Elvis
แต่ต่อมาเมื่ออายุ 17 ปี เขาได้เปลี่ยนมาเล่นเบสกีต้าร์
และได้เดินทางมาแสวงหาโชคทางดนตรีในแอลเอ ชีวิตในแอลเอ
สำหรับเขาต้องถือว่าสาหัสมากพอสมควร แต่หลังจากล้มๆ ลุกๆ
อยู่ได้ไม่นาน
วันหนึ่งเขาก็ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวง Poco
ในตำแหน่งมือกีต้าร์เบส
Poco เกิดจาก Richie Furay
กับ Jim Messina
ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง Poco ขึ้นมา
เขาทั้งสองคนคือสมาชิกเก่าของวง Buffalo Springfield
ที่มี Neil Young และ Stephen
Still ร่วมอยู่ด้วย หลังจากสมาชิกทั้ง 4
แตกกระจายไปคนละทิศละทาง Neil Young
และ Stephen Still ก็จับมือกันทำอัลบัมคู่กัน
ส่วน Richie Furay กับ Jim
Messina ก็หันหน้าเข้าหากันประกอบวง
Poco ขึ้นมา นี่แหละครับความหลังครั้งเก่า
ของ Poco และ
Buffalo Springfield
|
แต่ไม่นานนัก Randy Meisner
ก็ต้องจำใจจากลา บอก say goodbye กับ
Poco ด้วยเหตุไม่ลงลอยกับ
Richie Furay ก็เลยต้องกลับไปหลบลมร้อน
นอนซบอกเมียอยู่ที่บ้านนอก
แต่วันพระไม่ได้มีหนเดียว!?
หลังจากนอนซบอกเมียได้ไม่นาน เขาก็โดน
Rick Nelson...
(ผู้ที่เคยชวนเขาออกทัวร์ด้วย ในนามวง The stone canyon
band) ... ชักชวนมาเล่น backup
ให้กับวง และหลังจากนั้นไม่นาน
เขาก็ได้มีโอกาสเข้าไปทัวร์กับ Linda
และในที่สุดก็ได้มาเจอกับ Glenn Frey
และ Don Henley
Randy Meisner
เป็นคนหนึ่งที่ร้องเสียงสูงมากทีเดียว
เขาเคยฝากผลงานเพลงชั้นดีอย่าง Tryin' ,
และ Take to the limit
ที่ทำให้ใครๆ ต่างพากันหลงไหลในตัวเขา และช่วงนั้น
เขาก็กลายเป็นดาราประจำวงไปเลยทีเดียว
หรืองานประสานเสียงที่เขาได้ฝากไว้อย่างยอดเยี่ยม เช่นในเพลง
Saturday night เป็นต้น
และเพลงสุดท้ายสำหรับเขาในอัลบัม Hotel
California ในเพลง Try in love again
ซึ่งเป็นเพลงเด่นอีกเพลงในอัลบัมนี้
|
 |
Bernie Leadon
(เบอร์นี่ เลียดอน) เกิดเมื่อวันที่ 19 July 1947 ที่เมือง
Minneapolis, Minnesota
เมื่ออายุ 10 กว่าขวบได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง San Diego
เขาเริ่มสนใจในเครื่องดนตรี
ประเภทกีต้าร์,
แบนโจ,
และชอบที่จะเรียนรู้วิธีการเล่นดนตรีแนว Folk/
Bluegrass
กลางปี 1960 เขาได้มีโอกาสร่วมเล่นดนตรีกับวงดนตรีต่างๆ มากมาย
รวมถึงได้ตั้งวง The Byrds ร่วมกับ
Roger McGuinn, David Crosby. Gene Clark
และ Michael Clark
ซึ่งประสบความสำเร็จดีทีเดียว
เขายังเคยได้ร่วมงานกับศิลปินที่โด่งดังอย่าง Linda
Ronstadt นอกจากจะเคยเล่น Backup
ให้กับ Linda เขายังเคยประพันธ์เพลงให้กับ Linda
อีกด้วย
ต่อมาไม่นาน
เขาได้ย้ายมา
อยู่ในเมือง Florida
และได้มีโอกาสรู้จักกับครูสอนดนตรีคนหนึ่ง
นั่นคือ Don Felder และมิตรภาพบางๆ
ของทั้งคู่ก็ได้เกิดขึ้นที่นี้
ในปี 1970 เขาได้ร่วมงานกับ The Flying Burrito Brother
ของ Gram Parson
โดยได้ออกอัลบัมมาสองชุด นั่นคือ Burrito Deluxe 1970
กับ The Flying Burrito Brother 1971
ในเวลาต่อมาเขาได้ออกจากวง และได้เข้ามาเล่น
Backup และออกตระเวนเล่นโชว์ในงานต่างๆ
ให้กับ Linda และช่วงเวลานี้เอง
ที่ทำให้พญาอินทรีทุกๆ ตัวได้มารวมตัวกัน เขาร่วมเล่นให้กับ
Linda ได้ไม่นาน
เขาก็บอกอำลา
เพื่อออกมาสร้างฝันของตัวเอง
นั่นคือการเข้ามาทำวง The Eagles |
Bernie Leadon
เป็นคนที่เล่นเครื่องสายได้เกือบทุกๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็น
Acoustic/Electric Guitar, Piano, Banjo, Pedal Steel,
Mandolin ฯลฯ
เขาเป็นพญาอินทรีตัวสุดท้ายที่ได้เข้ามาร่วมฟรอมวงกับ
The Eagles และก็ยังเป็นคนแรกที่ลาออก!? จาก
The Eagles. เขาได้ฝากผลงานเพลง
My man
ซึ่งถือเป็นบทเพลง Classic
ที่ควบคู่กันกับบทเพลง The Best of my love
ที่ทำให้อัลบัม On the border
กลายเป็นอัลบัมที่ดีอัลบัมหนึ่งของวง
The Eagles ในปีนั้น
Bernie Leadon เขียนบทเพลง
My man
เพื่ออุทิศให้แด่ Gram Parsons
ผู้ซึ่งให้กำเนิดดนตรีแนว Country Rock
ณ
เมื่อตอนปี 1960.
Gram Parsons
เสียชีวิตด้วยวัยยังหนุ่ม ด้วยอุบัติเหตุเมื่อ 19 กันยายน 1973
(ถือว่าเป็นการเสียชีวิตลงใกล้ๆ กับ Jim Croce
มาก Jim
เสียชีวิตลงเมื่อ 20 กันยายน 1973) Gram parson
ถือเป็นบุคคล
ที่วงการดนตรีต่างให้การยกย่องว่า เป็นผู้มีความความสามารถ
และมีความอัจฉริยะทางดนตรีที่สูง
ที่สุดคนหนึ่งของวงการดนตรี Gram Parson เกิดที่ Georgia
เมื่อ November 5, 1946
เขาคือสุภาพบุรุษของ Bernie Leadon
ตลอดกาล
I once knew a man, very talented guy
He's sing for the people and people would cry
They knew that his song came from deep down inside
You could hear it in his voice and see it in his
eyes |
 |
หากใครได้อ่าน Bio.
The Eagles ในช่วงวันที่ 22-26
พฤษภาคม 2549 นี้ ก็คงจะได้ฟังเพลง
My man จากหน้า
Homepage ของเวปฯ เราไปแล้วนะครับ
หากต้องการซึมซับความหมายก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่
webboard ที่
ms. hong kong
แปลไว้ หรือในเมนู
song meanning
นะครับ ส่วนตัวผม... Bernie Leadon
เขียนเพลงนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ยอดเยี่ยมมากๆ ครับ |
 |
Glenn Frey และ Bernie Leadon
ช่วยกันคิดถึงชื่อวง และสัญลักษณ์ของวง
ในที่สุดเขาก็ลงความเห็นตรงกันว่า เราควรจะใช้ชื่อว่า
"The Eagles"
Bernie Leadon
ประทับใจต่อภาพลักษณ์ของนกอินทรี เพราะมันให้ความรู้สึก
ที่สื่อถึงความยิ่งใหญ่
หรือแม้แต่การสื่อถึงจิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น
นกอินทรีบินได้สูง และบินเข้าใกล้กับดวงอาทิตย์ที่สุด "ผมหวังว่าพวกเราจะนำพาดนตรีของพวกเราให้บินไปได้สูงเช่นเดียวกัน"
และโดยส่วนตัวแล้ว Bernie Leadon
ก็มีความสนใจในเรื่องของตำนานพื้นเมืองของเผ่าอินเดียนอยู่เป็นทุน
ซึ่งสังเกตได้จากบทเพลง Witchy woman
ที่ Bernie Leadon เป็นคนคิดท่อน
Riff intro ของเพลงนี้
ซึ่งจะมีความรู้สึกถึงท่วงทำนองของเผ่าอินเดียนแดงอย่างชัดเจน
ปกอัลบัมแรกของ The Eagles
ตกลงใช้สัญลักษณ์ของนกอินทรีที่บินสูงตระหง่านเหนือทะเลทราย
และมีชื่อวง The Eagles
ปรากฏอยู่บนปีกนกอินทรี
|
(เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า
พวกเขาพร้อมที่จะบินแล้ว) ซึ่งพวกเขาพากันไปถ่ายทำกันที่นอกเมือง
LA
ซึ่งแสดงถึงมนต์ขลังของบทเพลงแห่งท้องทุ่ง Leadonเลือกใช้เฉดสีน้ำเงิน
และเป็นภาพถ่ายใกล้ๆ ค่ำ เพื่อให้ดูลึกลับชวนติดตาม
หน้าปกไม่มีรูปของสมาชิกปรากฏให้เห็น
แต่จะซ่อนไว้ในปกในแทน
|
ผลงานแรกนี้พวกเขายังไม่มีเพลงที่เขียนไว้มากพอ
ดังนั้นเขาจึงนำเอาบทเพลงของศิลปินอื่นๆ มา cover
ในแบบของ The Eagles
เช่นบทเพลง Nightingale ที่แต่งไว้โดย
Jackson Browne
หรือแม้แต่เพลงที่สร้างชื่อให้กับ The Engles
อย่าง Peaceful easy feeling
ของ Jack Tempchin
ความสำเร็จในอัลบัมชุดนี้อยู่ในระดับที่พอใจสำหรับการเริ่มต้นของเขา
ในสำเร็จมากพอที่จะทำให้ทุกๆ คนพอใจ มีชื่อเสียง มีเงินทอง
ยาเสพติด และผู้หญิง
ตามแบบฉบับของนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จในยุค 70 (อัลบัมนี้ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำ
มียอดขายเกิน 500,000 แผ่น) บทเพลงอย่าง Take it
easy ทำให้ The Eagles
เป็นที่รู้จักมากขึ้น และต่อมาภายหลัง
เพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงอีกเพลงหนึ่ง
ที่เป็นเหมือนเครื่องหมายของวง (เช่นเดียวกันกับเพลง
Hotel california)
แม้ว่าพวกเขาจะได้ Produce มือดีอย่าง
Glyn Johns (โปรดิวเซอร์มือดีจากอังกฤษ)
ที่เคยทำงานร่วมกับวงดนตรีชั้นยอดอย่าง
The Beatles, หรือ Led zeppelin
พวกเขาทั้งหมดจึงบินไปอังกฤษเพื่อเริ่มต้นบันทึกเสียง
แต่ทว่าลึกๆ แล้ว ส่วนตัวของ Glenn Frey
ก็ดูจะไม่ค่อยเชื่อมือหรือให้ความยกย่องสักเท่าไร
นั้นคงเพราะว่าตัว Glenn
ต้องการที่จะสร้างซาวด์ของตัวเอง
ผมเชื่อว่าเขาต้องการสร้างลายเซ็นของตัวเองลงไปในบทเพลงของ
The Eagles
โดยผ่านซาวด์ของดนตรีในแบบที่เขาต้องการ เอาเข้าจริงๆ แล้ว
Frey อาจจะต้องการให้ producer
เป็นแค่ที่ปรึกษามากกว่าที่จะมาสร้างลายเซ็น
ผมลองคิดๆ ดู... อืม... มันคล้ายกับที่ George Martin
ทำไว้กับ The Beatles
อย่างไงอย่างงั้นเลย ผมยังมาคิดถึงช่วงที่ George
Martin เข้ามาเป็น Producer
ให้กับคณะ America
ลองฟังเพลงอย่าง Another try
แล้วคุณอาจจะเห็นด้วย ที่ Producer
มักจะมีลายเซ็นของตัวเองลงในอัลบัมของศิลปินอยู่เสมอๆ
ก่อนหน้าจะออกอัลบัมแรกนี้
พวกเขาค้นหาทางเพื่อที่จะออกผลงานกันอยู่นานสองนาน จนกระทั่งได้ยิน
Jackson Browne เอ่ยว่า
David Geffen (เดวิด เกฟเฟน)
ผู้ซึ่งเป็นนักแต่งเพลง และเป็นนักบริหารซาวด์แอนจีเนียอยู่ในแอลเอ.
Glenn ได้มีโอกาสรู้จัก David
Geffen ผ่านทาง Jackson
Browne
เขารีบโทรฯ หา Don Henley
ด้วยความตื่นเต้น วันที่ทั้งสี่คนเข้าไปหา David Geffen
นั้น Bernie Leadon
ผู้ที่มีอาวุโสที่สุดเป็นผู้เจรจา
อีกทั้งตัวเขาก็เป็นคนที่มีบุคลิกที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง
เขาเดินเข้าไปหา David Geffen
พร้อมว่านามบัตรลงบนโต๊ะต่อหน้าผู้จัดการวง Crosby
still nash (CSN)
อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นพร้อมพูดว่า "เราทั้งหมดอยู่ที่นี้แล้ว
คุณจะเอาเราหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ?!
Glenn เหมือนจะเป็นคนแรกๆ ที่กังวลว่า
วันหนึ่งวงจะไปได้ไม่ถึงไหน เราทั้งหมดก็อาจจะต้องวงแตก
เขาได้เห็นรุ่นพี่ๆ หลายๆ วง เป็นแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น เช่น
Poco หรืออย่าง
Buffalo
springfield เป็นต้น
Glenn เล่าว่า
พวกเราล้วนเป็นผลผลิตที่แสนจะลงตัว ทุกๆ คนเก่ง หน้าตาดี
ร้องเพลงได้ไพเราะ เขียนเพลงดี และทุกๆ
คนก็มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ทุกๆ
อย่างล้วนเป็นสูตรผสมทางดนตรี 70 ที่ลงตัว
ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำให้เพลงของเราไปโลดแล่นอยู่ในร้านขายแผ่นเสียงหรือหน้าปัดวิทยุ
หรือแม้แต่จะให้เพลงขึ้นไปอยู่บนบิลบอร์ดชาร์ทในอันดับต้นๆ
ก็ตาม?!
(คุณดูเอาแล้วกันว่าเขามีอัตราสูงแค่ไหน แต่นี้แหละครับ
คือโครงสร้างของผู้ที่จะยิ่งใหญ่ได้) |
Desperado
ตำนานของพวกนอกกฎหมาย หรือผู้ซึ่งสิ้นหวัง
 |
มีข้อถกเถียง
และมุมมองที่ต่างกันออกไปในเรื่องความหมายของคำว่า
"Desperado" ??
ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้ที่รู้เรื่องภาษา
และผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของ The Eagles
ท่านเหล่านั้นบอกผมว่า Desperado คำนี้จริงๆ แล้วไม่ได้มีจากรากศัพท์ในภาษาอังกฤษ แต่น่าจะมาจากต้นกำเนิดในภาษาสเปน (ซึ่งจะเขียนอีกแบบ) แต่ฝรั่งนำมาปรับใช้เรียกและเขียนว่า
Desperado ซึ่งให้นิยามความหมายว่า
คนที่สิ้นหวัง หรือพวกนอกกฎหมาย(โจร)
ที่สร้างกฎของตัวเองโดยไม่สนใจกฎบ้านกฎเมืองแต่อย่างใด
จุดเริ่มต้นของการทำอัลบัม Desperado
มาจากบุคคล 3 คน นั้นคือ Jackson Browne, Glenn Frey
และ J.D. Sounther
(เพื่อนร่วมแก็งกันมาตั้งแต่ The Eagles
ยังไม่ทำอัลบัมชุดแรก)
วันหนึ่งหลังจากที่ทั้งสามคนได้พุดคุยกันในเรื่องต่างๆ
Jackson Browne เสนอความคิดให้กับ
Glenn Frey ว่า เราน่าจะทำอัลบัมที่เกี่ยวกับพวกนอกรีต/นอกกฎหมาย
หรือพวกนอกรีตในยุคโบราณ ที่เป็น
ตำนานเล่าขาน...
อย่างเช่นเรื่องของแก็งค์วายร้ายอย่างพี่น้องตระกูล
Dalton |
Glenn ได้ฟังก็ยิ้มรับข้อเสนอ ส่วน
J.D. Sounther ก็บอกว่า... งั้นผมเอาด้วย
เราจะช่วยคุณเอง เราจะเป็นส่วนหนึ่งของ The Eagles
ว่าแล้วเขาสามคนก็ช่วยกันร่างโครงเรื่องของ
Desperado
ไว้คราวๆ ก่อนที่
Glenn Frey
จะเอาข้อมูลทั้งหมดไปคุยกับเพื่อนๆ ในวง The Eagles
ทั้ง Glenn Frey และ
Don Henley ช่วยกันเขียนเนื้อเพลง
Desperado, Doolin-Dalton และ
Tequila Sunrise (เพลงนี้ Glenn
แต่งในตอนเช้าตรู่ของวันใหม่
ด้วยอารมณ์ค้างจากการดื่ม หลังจากที่เมาจนหัวราน้ำ)
หลังจากนั้น Randy Meisner และ
Bernie Leadon
ก็เอาจริงเอาจังการการทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งที่แม้ว่า
David Geffen (ผู้จัดการค่ายเพลง)
จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับ Concept นี้
เพราะเกรงว่าแฟนเพลงจะเข้าไม่ถึงกับ concept
ที่ลึก และแรงแบบนี้ แต่ด้วยความมี Ego ที่แรงเกินจะเบรค
และพวกกับความเชื่อมั่นใน Style Eagles
เขาทั้งหมดก็เชื่อว่ามันจะออกมาดี |
เรื่องเล่าขานของ
Doolin-Dalton
(แก็งนอกกฎหมาย) เริ่มขึ้นเมื่อปี 1892
จากพี่น้องตระกูล Doolin และ
Dalton ซึ่งเดินแล้วมีอาชีพรับราชการ ใน
Kansas แต่ความที่รู้สึกว่า
การหาสร้างตัวจากการรับราชการมันรวยช้าไป เลยมีความคิดว่า
เราน่าจะค้าของเถื่อน ฯลฯ พวกเขาทำจากโปรเจ็กเล็กๆ
จนในที่สุดพวกเขาก็วางแผนโปรเจ็กที่ใหญ่ขึ้น นั่นก็คือออกปล้นธนาคาร! Concept
ก็คือ เพื่อต้องการสร้างความมั่งคั่ง
และชื่อเสียงให้กับตัวเอง และวันที่ลงมือโชคก็ไม่เข้าข้างโจร
เพราะทั้งหมดถูกยิ่งตายหน้าธนาคาร เหลือรอดเพียงคนเดียว
ซึ่งก็โดนจำคุก (Bill Doolin)
ต่อมาก็แหกคุก แต่ว่าก็ไม่รอด
ซึ่งโดนตามจับและถูกจับตายในที่สุด...
หากใครมีอัลบัม
Desperado อยู่ในมือก็จะเห็นสมาชิก
The Eagles ล่อเลียนแก็งค์วายร้ายโดยภาพถ่ายอยู่ในกิริยาที่นอนเรียงรายถูกมัดมืออย่างหมดท่า
หรือแม้กระทั่ง Jackson Browne และ
J.D. Souther ก็ยืนแจมอยู่ในภาพฉาวนี้ด้วย
 |
หากคุณได้ฟังเพลง Doolin-Dalton ในหน้า
A ของอัลบัม จะทราบว่า
เป็นการบรรยายถึงการเข้ารวมแก็งค์กัน และเมื่อฟังในหน้า
B ของอัลบัม ในเพลง Doolin -Dalton/
Desperado reprise
ก็จะเป็นการบรรยายถึงช่วงจุดจบสุดท้ายของแก็งค์ แต่อย่งไรก็ตาม
Desperado
สามารถมองได้ในมิติของความรัก
และการตักเตือนสติของเหล่าวายร้าย ในบทเพลง Desperado -
Jackson Browne
มีส่วนสำคัญมากทีเดียวในการนำเสนอ และช่วยตกแต่ง
และยังมีส่วนเขียนเนื้อเพลงในบางช่วง เช่นประโยคที่ว่า...
Don' you draw the queen of diamonds, boy
She'll beat you if she's able You know the queen of heats is
always your
best bet.... เป็นต้น
<<ภาพจำลองเหตุการณ์
ในวันที่พี่น้องตระกูล Doolin และ
Dalton ถูกจับตาย. |
เสน่ห์ของบทเพลง Doolin-Dalton
เริ่มต้นจากเสียงริธึ่มบางเบาในคอร์ด G
และตามด้วยเสียงเป่าฮาโมนิกาที่ออกจะโหยหวนในทำนอง
และเมื่อบวกเข้ากับเสียงร้องของ Don Henley
ในช่วงแรก ยิ่งทำให้บทเพลงนี้น่าสนใจมากขึ้น
และแน่นอนว่าบทเพลง
Doolin-Dalton
บทเพลงที่ดีที่สุดบทเพลงหนึ่งในอัลบัมนี้
พวกเขาทุกๆ คนลงความเห็นว่าอยากจะให้ผลงานอัลบัมนี้
เป็นการเสนอถึงชีวิตของวายร้าย แต่เป็นวายร้ายในแบบโรแมนติก
และหวานหยดในแบบ Rock 'n Roll
แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังหนีความเป็นบูลแกรสไม่ได้
สังเกตจากบทเพลงอย่าง Twenty one
ซึ่งแต่งโดย Bernie Leadon
แต่ก็น่าตกใจเมื่อมาถึงบทเพลง Out of control
ที่ทั้ง Glenn Frey
และ Don Henley ทำไว้หนักมาก
ซึ่งแน่นอนว่า หนักกว่าเพลงอื่นๆ ในอัลบัมนี้ ผมว่าเสียงกีต้าร์แตกๆ
น่าจะบงบอกถึงการใช้ชีวิตในแบบบ้าคลั่ง ไม่สนใจถูกผิด การพนัน
เหล้ายา และผู้หญิงในแบบร็อคยุค 70
ที่ดูเข้ากันได้ดีอย่างแนบเนียนอย่างที่รู้ๆ กัน (หรือผมอาจจะมอง
The Eagles ในแง่ลบเกินไป?) |
ผลงานอัลบัม Desperado นี้
พวกเขาใช้เวลาบันทึกเสียงใน แอลเอ สตูดิโอ รวม 3 สัปดาห์ ในปี
1973 สิ่งที่ผมได้รู้สึกจากการนั่งฟังงานเพลงชุดนี้ ของ
The Eagles ก็คือพัฒนาการของ The
Eagles และฝีไม้ลายมือที่มีความเหนือชั้นของ
Glenn Frey และ Don Henley
โดยเฉพาะในส่วนของการเขียนเนื้อเพลง และการวาง
concept ของอัลบัม
และที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ Jackson
Browne และ J.D. sounther
ที่เข้ามาค่อยเสริมช่องว่างของ The
Eagles ดังนั้นสำหรับผมแล้วถือว่า
Desperado ถือเป็นมาสเตอร์พีซของพวกเขา
(เช่นเดียวกันกับอัลบัม Hotel
california)
Desperado ออกวางจำหน่ายในปี 1973
แต่น่าแปลกใจว่า ยอดขายในปีนั้นกลับไม่ดีควรอย่างที่มันจะเป็น
หรือแม้กระทั่งการก้าวขึ้นสู่ในชาร์ท
แต่กลับสร้างความประหลาดใจว่า Desperado
กลับมียอดขายดีในเวลาต่อมา
นั่นคือภายหลังจากที่ผลงานอัลบัม On The bonder
และ On of this night
ประสบความสำเร็จอย่างสูง
สำหรับผมแล้ว Desperado
ถือเป็นผลงานชุดที่ระดับ Masterpiece
ชุดหนึ่งของวงการดนตรี 70'
ไม่ว่าผลงานอัลบัมอย่าง
Desperado
จะประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหนก็ตาม แต่ปมความขัดแย้งลึกๆ
ภายในจิตใจของ Producer กับ
Glenn Frey
ก็ยังก่อตัวระอุอยู่ภายในใจตลอดเวลา Glenn
พยายามสร้างซาวด์
และทางดนตรีของตัวเองในแบบที่เขาถนัด
เพื่อให้ The Eagles
เป็นในแบบที่เขาต้องการ แต่ Glyn Johns
(กลีน จอห์นส) Producer
ผู้ซึ่งมักจะเอาลายเซ็นของตัวเองติดไปกับความเป็น The
Eagles ด้วยเสมอๆ Glenn
บอกกับทุกๆ คนว่า...
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนตัว Producer
คนใหม่สักที
กับความสำเร็จอีกครั้งของ
The Eagles ผ่านงานอัลบัม On
The Bonder
 |
ผลงานอัลบัม On The Bonder
มีการเขียนเพลงที่หยิบยกประเด็นการเมือง
ซึ่งช่วงนั้นเป็นยุคของประธานาธิปดีริชาร์ด นิกสัน
ผลงานชุดนี้นอกจาก Browne และ
Souther
จะร่วมแจมเช่นเคย ก็ยังได้ Don
Felder มาโซโล้กีต้าร์ไฟฟ้าให้ในเพลง
Already Gone และ Good day in Hell
หลายคนต่างชอบใจ และประทับใจกับฝีมือของ
Don Felder รวมถึงผมด้วย
ผมว่านอกจากที่ Don Felder จะเล่น
Heavy Rock หนักๆ ได้ดีแล้ว เขายังเล่น
Rock n' roll ได้อย่างดีอีกด้วย
และมันก็ชัดเจนในบทเพลง Already Gone
จริงๆ
สะด้วย หรือแม้แต่เทคนิคการ Slide Guitar
ในบทเพลง Good day in hell
ผมว่า ไอ้หมอเนี่ยเจ๋งจริงๆ
แต่ว่าสำหรับ Bernie Leadon
อาจจะไม่ใช่อย่างที่สมาชิกในวงคิดไว้ เพราะ Bernie Leadon
ยังไม่อยากให้ The Eagles หลุดจากดนตรี
Country rock หรือ Blueglass
มากเกินไป
|
|
Bernie Leadon
ได้เขียนเพลงไว้หนึ่งเพลงในอัลบัมนี้
และเพลงนี้ก็เป็นเพลงหนึ่งที่ดีที่สุดของอัลบัม On The bonder,
ผมกำลังจะกล่าวถึงเพลง My Man
ที่เขาได้เขียนไว้เพื่อระลึกถึง และอุทิศให้กับ Gram
Parsons ผู้บุกเบิก
และเป็นเหมือนต้นกำเนิดดนตรี Country rock.
Gram Parsons
เสียชีวิตด้วยวัยยังหนุ่ม ด้วยอุบัติเมื่อ 19 กันยายน
1973
เริ่มทำอัลบัมในแนว Country rock | | |